หนังสือพิมพ์ดิจิตอล
รับสมาชิกฉบับดิจิตอลออนไลน์ คลิ๊ก .. AIS Bookstore | Ookbee
Homeข่าวหน้า1คอลัมน์ : ข่าวหน้า1 โวยรัฐขาย'ข้าว-ยาง'เอื้อพ่อค้า

โวยรัฐขาย'ข้าว-ยาง'เอื้อพ่อค้า

พิมพ์

พรศักดิ์ เจริญประเสริฐพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ"ข้าว-ยาง" ป่วนเกษตรกรโวย พ่อค้าควงรัฐมนตรี ล็อกราคาขายยางให้จีน 1.8 แสนตัน บวกอ.ส.ย.อีก 3 แสนตัน ราคาเอฟโอบีกรุงเทพฯ กก.ละ 105 บาท กดราคายางชาวสวนร่วงเหลือกก.ละ 90 บาทเศษ ขณะที่ประมูลขายข้าวน้ำท่วมพ่อค้ายิ้มแก้มปริ ข้าวขาวถูกสุด ๆ กก.ละ 7.50 บาท ต่ำกว่าราคาปลายข้าว
            การตรวจสอบการดำเนินนโยบายสินค้าเกษตรของรัฐบาลเวลานี้  พบช่องโหว่และมีช่องว่าง ที่อาจสร้างผลประโยชน์ให้กับพ่อค้าและนักการเมือง ขณะที่เกษตรกรตกเป็นเบี้ยล่าง ต้องแบกรับภาวะราคาสินค้าเกษตรที่ทรุดต่ำลง หรือที่อาจได้รับอานิสงส์จากนโยบายของรัฐบาลบ้างนั้น ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งกรณีการขายยางพาราให้จีน หรือการอ้างน้ำท่วมเร่งขายล้างสต๊อกข้าวในโกดังไปในราคาถูก ๆ ผันประโยชน์ให้ผู้ค้า
-ขายยางจีนกดราคาในประเทศ:
            นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการที่นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้รับผิดชอบดูแลเรื่องยางพารา เท่ากับว่านายพรศักดิ์ เป็นรัฐมนตรียางพารา การที่นายพรศักดิ์ จะพูดหรือทำอะไรเกี่ยวกับยางพารา จะมีผลต่อสินค้ายางทันทีโดยเฉพาะความเคลื่อนไหวราคา
            จะเห็นได้จากการที่นายพรศักดิ์ ได้ไปเป็นสักขีพยานการซื้อขายยางพารา ระหว่างบริษัทผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของไทยรายหนึ่งกับผู้ซื้อยางของจีน เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในปริมาณการซื้อขายเป็นจำนวนถึง 180,000 ตัน ราคาซื้อขายเอฟโอบี คิดเป็นเงินไทยกก.ละ 105 บาท ราคาดังกล่าวตกถึงมือชาวสวนกก.ละประมาณ 90 บาทเศษ ในวันเดียวกันยังได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือ เพื่อซื้อขายยางระหว่างองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กับผู้ซื้อชาวจีน ซึ่งก็คือลูกค้ารายเดียวกัน อีกจำนวน 300,000 ตัน
            "เท่ากับว่าภายในวันเดียว นายพรศักดิ์ได้เป็นสักขีพยานซื้อขายยางระหว่างไทยกับจีน เป็นจำนวนถึง 480,000 ตัน แม้ว่ากับอ.ส.ย.ยังไม่ได้ระบุราคา แต่เมื่อเป็นลูกค้ารายเดียวกัน เมื่อซื้อจากเอกชนที่กก.ละ 105 บาท เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะซื้อจากอ.ส.ย.ในราคาที่สูงกว่านี้ เท่ากับว่าประเทศไทยได้ไปล็อกราคาขายยางให้จีนไว้แล้ว จำนวน 480,000 ตัน ราคาเอฟโอบีกรุงเทพฯกก.ละ 105 บาท ผลที่เกิดขึ้นวันนี้และระยะยาว คือ ชาวสวนจะขายยางได้กก.ละประมาณ 92 บาท เท่านั้น ในความเป็นจริงเกษตรกรมีโอกาสที่จะขายยางได้ราคาสูงกว่านี้ และราคายางมีโอกาสขยับสูงขึ้น หากนายพรศักดิ์ ซึ่งเสมือนเป็นรัฐมนตรียาง ไม่ไปเป็นสักขีพยานขายยางราคาดังกล่าว"
            ก่อนหน้านี้นายพรศักดิ์  เคยกล่าวว่า จากปัญหาราคายางตกต่ำ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติวงเงิน 10,000 ล้านบาท รักษาเสถียรภาพราคายาง โดยให้องค์การสวนยาง และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แทรกแซงราคายางทันทีหากราคายางต่ำกว่ากก.ละ 95 บาท
-แฉพ่อค้าควงรัฐมนตรี:
            นายอุทัย กล่าวว่า การเดินทางไปขายยางจำนวน 180,000 ตัน บริษัทส่งออกรายใหญ่ เป็นผู้เชิญนายพรศักดิ์ ไปเป็นสักขีพยาน การลงนามซื้อขายยางที่ราคากก.ละ 105 บาท เท่ากับว่ารัฐบาลส่งสัญญาณไปทั่วโลก ประกาศราคายางไทยที่กก.ละ 105 บาท ทำให้โอกาสที่ราคายางจะปรับขึ้นเป็นไปได้ยาก เพราะไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางแผ่นรมควันรายใหญ่ของโลก แต่คนรับชะตากรรมก็คือชาวสวนยางพารา 
            "บริษัทที่เขาไปเจรจาขายกก.ละ 105 บาท โดยให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นสักขีพยาน เขาไม่มีความเสียหายอยู่แล้ว เพราะราคาดังกล่าวเขาคำนวณต้นทุนกำไรของเขาเรียบร้อยแล้ว จึงไปเจรจาขายได้ที่กก.ละ 105 บาท แต่บริษัทที่มีต้นทุนสูงควรจะขายได้ราคาสูงกว่านี้ก็ขายไม่ได้ หรือจะไปเจรจาขายราคาสูงกว่านี้ก็ไม่ได้ เพราะฝ่ายผู้ซื้อเขาจะยึดราคาดังกล่าวเป็นเกณฑ์ เพราะบริษัทดังกล่าวร่วมกับรัฐมนตรีช่วยไปล็อกราคาขายไว้แล้ว ผมไม่ทราบหรอกว่านายพรศักดิ์ จะทราบหรือไม่ว่า การที่รับเป็นสักขีพยานให้กับบริษัทเอกชน เท่ากับว่าทำให้บริษัทผู้ส่งออกรายอื่นรวมทั้งชาวสวนเดือดร้อน"
            ด้านนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า  ได้รับเชิญจากบริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ให้ไปเป็นสักขีพยานในการซื้อขายยางพารา 180,000 ตัน ราคาเอฟโอบีกก.ละ 105 บาท ขณะเดียวกันได้ลงนามความร่วมมือ หรือเอ็มโอยู ระหว่างอสย. ปริมาณ 300,000 ตัน คาดว่าจะเริ่มส่งมอบในปี 2555 นอกจากนั้นความสำเร็จการเดินทางครั้งดังกล่าว  เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2554 ได้รับหนังสือตอบรับจาก  1 ใน 3 บริษัทยางพารา ก็คือ บริษัท หางโจวจ่งเชอะ รับเบอร์ จำกัด มีความสนใจที่จะมาลงทุนโรงงานแปรรูป หรือ ผลิตล้อรถยนต์ที่จังหวัดระยอง คาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 40,000 ล้านบาท ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา คาดว่าหากโรงงานดังกล่าวตั้งเสร็จ จะทำให้เกษตรกรขายยางได้ราคาดีขึ้นกว่าในปัจจุบัน 
            ขณะที่นายชนะชัย  เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กล่าวว่า ในวันนั้นมีการบันทึกการตกลงซื้อขาย ระหว่างบริษัทเอกชนไทยกับบริษัทค้ายางจีนรายใหญ่ 1 ราย และอีก 2 รายเป็นรัฐวิสาหกิจ  ปริมาณ 180,000 ตัน ราคาขายเอฟโอบีกก.ละ 105 บาท ซึ่งนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช.เกษตรฯ ได้เดินทางไปเป็นสักขีพยาน ช่วงประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่วนที่ 2 เป็นการทำบันทึกความร่วมมือ ไม่ได้เป็นสัญญาผูกมัด เพราะ อ.ส.ย. เป็นหน่วยงานรัฐที่มีศักยภาพในการรวบรวมยางเทียบเท่ากับบริษัทแห่งหนึ่ง  และการขายก็ขายปกติ ทาง อ.ส.ย.จะกำหนดราคาขายปกติตามกลไกตามเสนอไป ถ้าทั้ง 3 รายเห็นว่าราคาสูงเกินไป ไม่สนใจก็จบลงเท่านั้นเอง
 -ไทยฮั้วฯปฏิเสธจูงมือ:
            ด้านนายหลักชัย กิตติพล ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัทที่ได้รับการพาดพิงถึง ว่าเป็นบริษัทที่จูงมือนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช.เกษตรฯ ไปขายยางให้จีนราคาถูก ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า งานนี้เขาไม่ได้เดินทางไปจีน เป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย ที่ได้ไปเจรจากับเอกชนจีน 3 ราย  ปริมาณที่ทำสัญญาซื้อขาย จำนวน 180,000 ตัน  เป็นยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ราคาขายเป็นเอฟโอบีกรุงเทพฯ กก.ละ 105 บาท  ส่วนที่นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช.เกษตรฯ มาเป็นสักขีพยานให้นั้น ทางเจ้าหน้าที่บริษัทเล่าให้ฟังว่ารัฐมนตรีช่วยเดินทางไปพักผ่อนเป็นการส่วนตัว แล้วบังเอิญไปพบกัน จึงเชิญมาเป็นสักขีพยานในการถ่ายรูป 
            นายหลักชัย กล่าวด้วยว่า ราคาขายดังกล่าวเป็นราคาพรีเมียมแล้ว เนื่องจากราคาตลาดขณะนั้นอยู่ที่กก.ละ  70 บาท ต่ำมาก วัตถุประสงค์ที่มีการขาย เพราะต้องการกระตุ้นตลาด ไม่อยากให้พ่อค้ากดราคาเกษตรกร คาดว่าทั้งหมดจะส่งผลให้ราคายางในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
-ขายข้าวเข้าทางพ่อค้า:
            นอกจากยางพาราแล้ว การขายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ก็ถูกจับตาว่าเปิดช่องให้มีการเอื้อประโยชน์เอกชน โดยแหล่งข่าววงการค้าข้าว กล่าวว่า จากการที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศประมูลขายข้าวสาร เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 เป็นข้าวที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย อัคคีภัย และพายุฝน โดยเป็นข้าวสารหอมมะลิ 100% ข้าวขาว 5% ข้าวขาว 10% ข้าวขาว 15% และข้าวขาว 25% เลิศ ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปีการผลิต 2551 ปีการผลิต 2552 และนาปีปีการผลิต 2551/52 รวม 66,927 ตัน ให้ผู้สนใจยื่นซองประมูลวันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2554
            แหล่งข่าวกล่าวว่า ผู้ชนะประมูลซื้อข้าว สำหรับข้าวขาว 5% ที่เก็บอยู่ในโกดังกลางรับฝากสินค้าภาคกลาง มีโรงสีข้าวแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรีชนะประมูล ซื้อได้ในราคาเพียงกก.ละ 7.50 บาทเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนข้าวสารรวมค่าฝากเก็บของรัฐบาล อยู่ที่กก.ละประมาณ 21 บาท และราคาที่โรงสีชนะประมูลซื้อ ยังต่ำกว่าราคาปลายข้าว ณ ปัจจุบัน ซึ่งมีการซื้อขายกันที่กก.ละ 14 บาท เท่ากับงานนี้รัฐบาลขาดทุน และพ่อค้าได้ประโยชน์อีก เพราะข้าวสารแม้จะอ้างว่าเป็นข้าวประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ข้าวจะได้รับความเสียหายเฉพาะที่เก็บไว้ด้านล่างของกองข้าวเท่านั้น ส่วนจำนวนข้าวที่อยู่ด้านบน ยังสามารถนำไปปรับปรุงและจำหน่ายได้ในราคากก.ละไม่ต่ำกว่า 21-25 บาท
            นายสมพงษ์ กิตติเรียงลาภ ประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด กล่าวว่า ได้ประมูลซื้อข้าวล็อตดังกล่าวเหมือนกัน แต่เป็นข้าวที่เก็บไว้ที่โกดังรับฝากเก็บข้าวภาคใต้ โดยชนะประมูลกก.ละ 12.60 บาท ปริมาณ 7,000 ตัน ข้าวสารดังกล่าวจะนำมาปรับปรุงและทำตลาดภาคใต้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,696  15-17  ธันวาคม พ.ศ. 2554

 

Read : 2676 times

jL Poll Module1

ให้อำนาจคสช.คุมรัฐบาลได้ ท่านคิดว่าหน.คสช.จะนั่งควบเก้าอี้นายกฯด้วยหรือไม่


 

Poll (2)

คสช.ให้ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ 1ตุลาคม ปีหน้า ท่านเห็นว่าอย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*