หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home คอลัมนิสต์ผู้ทรงคุณวุฒิ มนูญ ศิริวรรณ การปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันฯ

การปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันฯ

พิมพ์

ประเด็นร้อนที่สุดด้านพลังงานหลังผ่านพ้นการเลือกตั้ง และรู้ผลว่าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล คือการเปิดเผยนโยบายด้านพลังงานของพรรคเพื่อไทย ที่จะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯจากน้ำมันเบนซิน 95 เบนซิน 91 และน้ำมันดีเซล ซึ่งหมายความว่าราคาน้ำมันเบนซิน 95 จะถูกลงลิตรละ 7.50 บาท เบนซิน 91 ลิตรละ 6.70 บาท และดีเซลจะถูกลงอีกลิตรละ 1.80 บาท จากราคาที่รัฐบาลปัจจุบันตรึงเอาไว้ที่ไม่เกินลิตรละ 30 บาท
คำถามที่ผมได้รับตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ ถ้ารัฐบาลใหม่นำเอานโยบายนี้มาปฏิบัติจริง ผมเห็นด้วยหรือไม่ และจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง
 ข้อแรกถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ คงต้องตอบว่าเห็นด้วยในหลักการครับ แต่ยังไม่เห็นด้วยทั้งหมดกับวิธีปฏิบัติ เห็นด้วยในหลักการคือเห็นด้วยว่าการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯนั้นควรได้รับการปรับโครงสร้างกันเสียที เพราะที่ผ่านมามีความลักลั่นในการจัดเก็บและมีความบิดเบือนค่อนข้างมาก โดยมีการผลักภาระให้กับผู้ใช้น้ำมันเบนซินมากจนเกินไป และแทบไม่มีการจัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้ม (LPG) และก๊าซรถยนต์ (NGV) เลย ทั้งๆ ที่เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งเช่นเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้
 ในส่วนของคำถามข้อที่สองที่ว่าหากนำมาปฏิบัติจริงๆ จะเกิดผลกระทบอะไร ผมขอตอบสั้นๆ ว่าจะเกิดผลกระทบ 3 ข้อคือ
 1. การลดราคาเบนซิน  95, 91 ลงถึงลิตรละ 7.50 บาทและ 6.70 บาท ตามลำดับจะทำให้ส่วนต่างราคาระหว่างเบนซิน 95, 91 กับ แคบลงเหลือเพียงลิตรละ 1.60 บาท และ 0.70 บาท ตามลำดับเท่านั้น ซึ่งจะไม่จูงใจให้ผู้ใช้รถใช้แก๊สโซฮอล์อีกต่อไป คนก็จะเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเบนซินแทน ส่งผลกระทบถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนของประเทศที่พยายามทำกันมา 8-9 ปีอย่างรุนแรง และจะส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตเอทานอลและเกษตรกร ตลอดจนนโยบายการปลูกพืชพลังงานทดแทนในระยะยาวด้วย  
 2. การลดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนจากผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว (เบนซิน 95, 91 และดีเซล) จะทำให้เงินที่ไหลเข้ากองทุนหายไปเกือบ 5,000 ล้านบาท/เดือน และทำให้ฐานะกองทุนติดลบทันที กองทุนจะไม่มีเงินที่จะไปใช้หนี้ค้างชำระที่ติดค้างอยู่สูงถึง 22,000 ล้านบาท
 3. สภาพคล่องของกองทุนจะหมดไปเพราะไม่มีเงินไหลเข้า มีแต่เงินไหลออก เนื่องจากกองทุนยังมีภาระต้องชดเชยการนำเข้าก๊าซ LPG จากต่างประเทศ ต้องอุดหนุนราคา NGV ให้ปตท. อีกกิโลกรัมละ 2 บาท ต้องอุดหนุนส่วนต่างค่าขนส่ง LPG จากกรุงเทพฯ ไปยังคลังก๊าซในต่างจังหวัด และอุดหนุนราคาพลังงานทดแทน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องหาเงินมาให้กองทุนน้ำมันฯทำหน้าที่ดังกล่าว จะโดยการให้กองทุนออกพันธบัตรกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือกู้จากประชาชน หรือถ้าไม่ให้กองทุนต้องเป็นหนี้ก็ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายให้เงินอุดหนุนกองทุน หรือแก้กฎหมายนำเงินค่าภาคหลวงมาเป็นเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดี และเป็นการบิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงานให้มีปัญหามากขึ้นไปอีก
 ความจริงแล้วถ้าพรรคเพื่อไทยต้องการสร้างความนิยมในหมู่ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และต้องการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ผู้ใช้น้ำมันเบนซินต้องแบกรับภาระแทนผู้ใช้น้ำมันดีเซลและก๊าซ LPG มาโดยตลอด ผมมีข้อเสนอง่ายๆ ให้ปฏิบัติโดยยังรักษาแนวนโยบายลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯไว้ตามความคิดของพรรคเพื่อไทยดังต่อไปนี้
 1. ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนเฉพาะ 3 ผลิตภัณฑ์ คือ เบนซิน 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 โดยไม่จำเป็นต้องลดในส่วนของเบนซิน 95 และน้ำมันดีเซล เหตุผลของผมก็คือเบนซิน 95 นั้นมีผู้ใช้น้อยมาก และผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้สูง รถส่วนใหญ่เป็นประเภทรถใหญ่ ราคาแพง เช่น รถยุโรป รถ Supercar เป็นต้น ผู้ใช้ยินดีจ่ายแพงอยู่แล้ว
 ส่วนน้ำมันดีเซลนั้น รัฐบาลปัจจุบันได้ลดภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลรวมแล้วถึงลิตรละ 5.80 บาท                 เป็นการอุดหนุน/ตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร มาตั้งแต่กลางเดือนธ.ค. ปีที่แล้วจนถึงเดือนก.ย. ปีนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องลดเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯให้อีกลิตรละ 1.80 บาท แต่ควรเก็บเงินเอาไว้ใช้หลังเดือนก.ย. เมื่อต้องขึ้นภาษีสรรพสามิตกลับไปในอัตราเดิมมากกว่า
 ส่วนที่เสนอให้ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนในส่วนของเบนซิน 91 แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ก็เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่คนส่วนใหญ่ใช้  และยังเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามนโยบายพลังงานที่เป็นวาระของประเทศอีกด้วย
 2. การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนตามข้อ 1 ไม่ควรลดมากจนเกินไป ควรลดแค่ลิตรละ 2.40 บาทก็พอ (ทั้ง    3 ชนิด) เหตุผลที่ลด 2.40 บาท/ลิตรก็เพราะขณะนี้แก๊สโซออล์ 95 จ่ายเงินเข้ากองทุนลิตรละ 2.40 บาท ก็ยกเลิกการจัดเก็บเสีย และลดให้ผลิตภัณฑ์อีก 2 ชนิดในอัตราเท่าๆกัน
 โดยวิธีนี้จะทำให้กองทุนน้ำมันฯมีรายได้ลดลงประมาณ 1,400 ล้านบาท/เดือน ซึ่งยังพอมีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯเพื่อไปอุดหนุน LPG/NGV และพลังงานชนิดอื่นๆ ได้บ้าง
  3. แต่เพื่อให้ฐานะกองทุนดีขึ้น เพื่อลดภาระกองทุน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ผมเสนอให้ขึ้นราคา LPG ในภาคขนส่งกิโลกรัมละ 3 บาท เช่นเดียวกับที่ปรับขึ้นในภาคอุตสาหกรรม อย่างน้อยขึ้นปีละครั้งก็ยังดี ก็จะทำให้เราลดเงินอุดหนุนได้ปีละ 2,400 ล้านบาทเลยทีเดียว    
  ก็อยากฝากรมว. พลังงานคนใหม่ ไปพิจารณาดู ผมคิดว่าไม่มีผู้ใช้น้ำมันเบนซินคนไหนคิดว่าจะได้ลดราคาน้ำมันถึงลิตรละ 6-7 บาทหรอกครับ ได้ลดลิตรละ 2-3 บาทก็รักคุณยิ่งลักษณ์ตายแล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,652  14-16  กรกฎาคม พ.ศ. 2554

 

Read : 4483 times

jL Poll Module1

เงินจ่ายคืนภาษีรถคันแรกปีนี้ไม่พอ คลังขอใช้งบกลาง/เงินคงคลังหมื่นล.ท่านเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

ห่วงศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีนายกฯ จุดชนวนรุนแรง ท่านเชื่ออย่างไร
 

*
เตาแก๊ส ขายเตาแก๊ส หวย เตาอบ ตู้กดน้ำ