รถไฟฟ้าช่วยหนุนการลงทุนอสังหา - รถไฟฟ้าวงแหวน เส้นทางแห่งอนาคต

การพัฒนารถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเส้นทางต่างๆ มีความชัดเจน การขยายตัวของการลงทุนในพื้นที่ตามแนวเส้นทางการพัฒนาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดมาก เพราะทันทีมีการลงมือตอกเสาเข็มหรือปักตอม่อการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า จะเห็นกิจกรรมการเปิดขายโครงการคอนโดฯในพื้นที่รอบๆสถานีตามแนวเส้นทางที่กำลังก่อสร้าง อ่านต่อ
Homeอสังหาอสังหาฯ-คมนาคม บิ๊กโปรเจ็กต์'มหานคร'ได้ฤกษ์ตอกเสาเข็ม

บิ๊กโปรเจ็กต์'มหานคร'ได้ฤกษ์ตอกเสาเข็ม

พิมพ์

"มหานคร"บิ๊กโปรเจ็กต์ค่า 1.8 หมื่นล้านได้ฤกษ์ตอกเสาเข็มเฟสแรก  20 มิ.ย.นี้ ยันโครงการระดับ Super Luxury ดีมานด์ยังดี มียอดขายแล้วกว่า 30% พร้อมเตรียมปรับราคาขายอีก 3-5%   จาก 2-3.5 แสนบาท/ตารางเมตร
 นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ "มหานคร" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนนราธิวาสราชนครินทร์ว่า ปัจจุบันปัญหาเรื่องสถาปนิกผู้ออกแบบโครงการได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับหน้าดิน และจะเริ่มตอกเสาเข็มในวันที่ 20 มิถุนายน 2554  โดยในส่วนของเฟส 1 ซึ่งเป็นการก่อสร้างในส่วนรีเทลนั้น ได้สินเชื่อเงินกู้มาแล้วจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) โดยจะเปิดให้บริการได้ในปลายปี 2555 ส่วนเฟส 2 เป็นการก่อสร้างในส่วนของโรงแรมและคอนโดมิเนียม ซึ่งอยู่ในระหว่างการเจรจาขอสินเชื่อโครงการจากหลายสถาบันการเงิน  แต่ยังไม่สามารถระบุได้ คิดเป็นวงเงินจำนวน 5,000-6,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการทั้งหมด 18,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในกลางปี  2558
                "เราเชื่อว่าโครงการระดับ Super Luxury ยังมีดีมานด์ ในขณะที่ซัพพลายไม่ค่อยมีแล้ว  เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด และคงไม่มีใครพัฒนาโครงการระดับเช่นนี้อีกแล้ว ซึ่งในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาโครงการรูปแบบดังกล่าวมีการปรับราคาสูงถึง 112% ในขณะที่โครงการในเขตใจกลางเมืองมีการปรับราคา 48% ขึ้นไป"
                นายสรพจน์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันนอกเหนือจากทำเล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญแล้ว ผู้บริโภคยังต้องมั่นใจด้วยว่า เมื่อโครงการสร้างแล้วเสร็จยังคงความเป็นที่พักอาศัยระดับหรูอยู่เหมือนเดิม เพราะที่ผ่านมามีหลายโครงการที่ได้รับผลกระทบจากสเปกที่อยู่ในระดับปานกลาง และการบริหารจัดการแบบพื้นๆ ส่งผลให้โครงการเสื่อมค่าภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้นก็มีการประกาศขายต่อ ผู้ซื้อต่อก็เป็นกลุ่มระดับที่ต่ำลงมา ไม่ได้สนใจที่จะบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี ทำให้มูลค่าของโครงการเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง
                    ปัจจุบันโครงการมหานคร มียอดขายแล้วประมาณ 30%  โดยยอมรับว่าการเมืองที่ร้อนแรงในปี 2553 ที่ผ่านมาส่งผลให้พันธมิตรชาวอิสราเอล ตื่นตระหนกเช่นกัน แต่ก็ได้ใช้ระยะเวลาในการอธิบายถึงสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งพันธมิตรก็เข้าใจ แต่ก็ส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้าไป 4-6 เดือน  และในช่วงนั้นได้มีลูกค้าชาวต่างชาติคืนห้องชุดไปประมาณ 8-10 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 300-400 ล้านบาท แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นของลูกค้าได้กลับมาแล้ว โดยแบ่งเป็นคนไทยและต่างชาติในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50:50
                "โครงการนี้มีขนาดใหญ่ จึงใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนาน แม้ปัจจุบันราคาวัสดุก่อสร้างจะปรับสูงขึ้น แต่ที่ผ่านมาเราได้มีการบวกเผื่อต้นทุนการก่อสร้างไว้อยู่แล้วประมาณ 5-7% ดังนั้นจึงยังไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นต้นทุนการก่อสร้างแต่อย่างใด"
                ด้านราคาขายนั้นที่ผ่านมายังไม่ได้มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด แต่หลังจากวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ไปแล้วคงต้องปรับขึ้นมาประมาณ 3-5% ตามสถานการณ์ จากปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 25-280 ล้านบาท หรือ 2-3.5 แสนบาท/ตารางเมตร และยังมีแผนที่จะเพิ่มทุนจดทะเบียนใน 3 บริษัทที่บริหารโครงการ "มหานคร"คือ บริษัท เพซ โปรเจกต์ วัน จำกัด บริษัท เพซ โปรเจกต์ ทู จำกัด และ บริษัท เพซ โปรเจกต์ ทรี จำกัด จาก 3,200 ล้านบาท เป็น 4,000 ล้านบาทภายในปี 2554 นี้
                ขณะที่โครงการ ศาลาแดง เรสซิเดนเซส คอนโดมิเนียมหรูย่านสีลมนั้น ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 75%  โดยสัดส่วน 80% ของผู้ซื้อเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง อีกทั้งได้ปรับราคาขายขึ้นมาที่ 150,000 บาท/ตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าราคาที่เปิดขายในครั้งแรกถึง 10%  แต่ก็ยังเป็นราคาที่ยังไม่สูงมากนัก ทั้งๆที่ควรจะปรับราคาให้สูงกว่านี้ ทั้งนี้เพราะช่วงที่เปิดขายโครงการดังกล่าวได้เพียงไม่นานก็เกิดวิกฤติซับไพรม์ขึ้นมาเสียก่อน
                สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี  2555  จะเปิดตัวใหม่อีก 1 โครงการ  โดยอาจจะเป็นรูปแบบMixed-Use (มิกซ์-ยูส) หรือโรงแรมระดับหรูบริหารงานเชนชื่อดังจากต่างประเทศ (Hotel Brabding) ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการมองหาที่ดินทั้งในย่านใจกลางเมือง และหัวเมืองท่องเที่ยวในต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ กระบี่ และหัวหิน เป็นต้น  คาดว่าจะเป็นการลงทุนเองมากกว่าการร่วมทุน ซึ่งรายละเอียดต่างๆยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้
                อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2554 บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 2,435 ล้านบาท คาดว่าตลอดทั้งปีจะมียอดขายทั้งสิ้นประมาณ 4,900 ล้านบาท  ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับยอดขายในปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,644 16-18  มิถุนายน พ.ศ. 2554

 

Read : 3403 times

jL Poll Module1

ถ้าต้องเลือกอยากได้ภาษีใหม่ตัวไหนก่อน


 

Poll (2)

ดูความรุนแรงการระบาดอีโบลาแล้ว เชื่อว่าจะสกัดไม่ให้เข้าไทยได้ไหม
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*