Homeยานยนต์คอลัมน์ : Than Auto ดีเอดียนตรกิจ เตรียมเปิด 2 แบรนด์ใหม่

ดีเอดียนตรกิจ เตรียมเปิด 2 แบรนด์ใหม่

พิมพ์

altกลุ่มดีเอดี ยนตรกิจ กางแผนรุกตลาดรถยนต์ไทย ด้วยการนำแบรนด์น้องใหม่อีก 2 รายเข้ามาขอแจ้งเกิด มั่นใจปิดดีลได้ภายในสิ้นปี   เล็งแผนประกอบซีตรองในไทย พร้อมเดินหน้าเปิดตัวรถรุ่นใหม่รวมถึงจัดกิจกรรมการตลาดอีกเพียบ 


  นายวิเชียร ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไดเรคชันแนล ออโตโมบิลส์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาที่จะเปิดตัวรถยนต์อีก 2 แบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดรถในประเทศไทย โดยจะเป็นแบรนด์ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงศึกษาและต้องดูว่าทุกแบรนด์ที่บริษัทได้ดำเนินการมีความแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด
 "ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในไทยดีมาก และการแข่งขันโดยเฉพาะกับรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุนแรงมาก ซึ่งแน่นอนว่าเราคงไม่ลงไปเล่นในตลาดนั้น เรามองว่าจะพยายามฉีกไปที่ตลาดอื่นๆที่ยังคงมีช่องว่างและโอกาสเติบโต "
 ขณะที่แผนงานของแบรนด์อื่นๆที่อยู่ภายใต้ดีเอดี อย่าง เอ็มทีเอ็ม ,ซีตรอง,สโกด้า,โฟตอน นั้น ก็เตรียมที่จะรุกตลาดอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่ เอ็มทีเอ็ม ซึ่งถือเป็นแบรนด์ในกลุ่มพรีเมียม และมีการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้จำนวน 80 คัน และในปีนี้คาดว่าจะทำยอดขายได้ประมาณ 100-120 คัน 
 นายวิเชียร กล่าวว่า ส่วนแบรนด์ซีตรอง ที่มีการทำตลาดผ่านรถ 2 รุ่นคือ ดีเอส 3 และ รถตู้ จัมพ์เปอร์ ในปีนี้จะเน้นไปที่การทำตลาดของ ดีเอส 3 เนื่องจากบริษัทแม่มีการผลักดันและช่วยเหลือเรื่องราคา ขณะเดียวกันบริษัทก็มีแนวความคิดที่จะประกอบดีเอส 3 ในประเทศไทย และในอนาคตกำลังทำแผนเพื่อขอประกอบรถรุ่นใหม่ที่จะรองรับในตลาดภาคพื้นเอเชีย เพราะในอดีตที่ผ่านมาซีตรองมีโรงงงานประกอบที่มาเลเซีย แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว
  "ตอนนี้ประเทศที่ประกอบรถซีตรองในเอเชีย มีเพียงประเทศจีนเท่านั้น ซึ่งบริษัทแม่ที่ฝรั่งเศสมองว่าประเทศไทยมีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง และอยากให้ประกอบเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก อีกทั้งเงื่อนไขการลงทุน สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีนั้นเอื้อประโยชน์กับนักลงทุน คาดว่าหากเริ่มประกอบในประเทศไทยก็จะส่งผลให้ราคารถของซีตรองดีขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดได้ "
วิเชียร ลีนุตพงษ์วิเชียร ลีนุตพงษ์  นายวิเชียร กล่าวว่า หากได้ข้อสรุปในเรื่องนี้เมื่อใดก็พร้อมที่จะลงทุนประมาณ 60 ล้านบาทในส่วนของโรงงาน ที่จะต้องเพิ่มชิ้นส่วน จิ๊ก หรือส่วนต่างๆเข้ามา ส่วนไลน์ความพร้อมอื่นๆของโรงงานก็มีความพร้อมรองรับอยู่แล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปลายปีนี้และในปี 2555 น่าจะเริ่มทำตามแผนงานที่วางไว้ โดยสัดส่วนการประกอบต่อปีจะอยู่ 2,000 คัน แบ่งออกเป็นตลาดในประเทศ 1,000 คัน และตลาดส่งออก 1,000 คัน และคาดว่าจะใช้เวลา 3 ปีขึ้นไปจะคุ้มทุน
 ส่วนทางด้านแบรนด์สโกด้า ที่เริ่มรุกตลาดอย่างจริงจังตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และมีรถที่ทำตลาดอย่าง ออตตาเวีย และฟาเบีย ล่าสุดในงานมอเตอร์โชว์ก็ได้เพิ่มอีก 2 รุ่นเข้ามาทำตลาดอย่าง เยติ และซูเพิร์บ ซึ่งการทำตลาดของสโกด้าในครั้งนี้จะได้รับการช่วยเหลือจากบริษัทแม่ ในการทำราคาจำหน่ายที่ไม่สูงเกินไปนัก โดยจะเห็นว่าราคาปัจจุบันที่มีการตั้งอาทิ ในรุ่น ฟาเบีย ราคา 990,000 บาท หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มพรีเมียมด้วยกันจะมีราคาเริ่มต้นในหลักล้าน นอกจากนั้นแล้วก็มีรุ่น ซูเพิร์บ ที่มีไฮไลต์คือเทคโนโลยีเลี้ยวจอดรถได้เอง
 ขณะที่แบรนด์โฟตอน ที่เพิ่งทำการเปิดตัวสู่ตลาดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และมีรถตู้รุ่น วิว ขนาด 11 ที่นั่ง และ 14 ที่นั่ง ราคาประมาณ 689,000 บาททำตลาด ในปีนี้คาดว่าจะได้เห็นรุ่นใหม่คือ เอ็มพีเอ็กซ์ ซึ่งเป็นรถเอ็มพีวี หรือรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ และในปีหน้าจะมีการนำรถยนต์นั่งในรุ่น มิดิ ซึ่งในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงศึกษาตลาด ส่วนความเป็นไปได้ในการประกอบรถโฟตอนเพื่อส่งออกไปยังประเทศในแถบอาเซียนนั้น ก็มีสูง เพราะประเทศไทยมีสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี และ อาฟต้า หรือ เอฟทีเอ คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาอีกสักระยะหนึ่ง แต่หากจะมีการประกอบเพื่อส่งออกจริง ก็มีความพร้อมด้านโรงงาน
 "การมีรถยนต์หลากหลายแบรนด์ในตลาด ถือเป็นการรองรับความต้องการของลูกค้าตั้งแต่ระดับพรีเมียมไปจนถึงระดับแมส นอกจากนั้นยังเป็นการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างหากเศรษฐกิจไม่ดี ในกลุ่มรถแมสอาจจะชะงัก แต่กลุ่มรถพรีเมียมถือเป็นกลุ่มที่แข็งแรงมาก ก็จะไม่กระทบและยังคงเดินหน้าทำยอดขายได้"
 ด้านนางสาววิชชุดา ลีนุตพงษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไดเรคชันแนล ออโตโมบิลส์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า  นอกจากแผนงานด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ๆแล้ว กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ ดีเอดี ยนตรกิจ โดยมุ่งหวังจะให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจและรับรู้ว่าแบรนด์มีการพัฒนาไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไหล่ การบริการหลังการขาย ซึ่งบริษัทจะสื่อสารผ่านสื่อหลัก และ กิจกรรมทางการตลาด อาทิ การเข้าไปจับมือกับแบรนด์แฟชั่น ,การนำรถเข้าไปร่วมในการถ่ายทำละคร รวมไปถึงแผนงานการจัดมอเตอร์โชว์ของรถยนต์ทุกแบรนด์ของดีเอดี โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงมิถุนายน หรือ กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ในพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าพารากอน
 "เราเล็งอีเวนต์ เพื่อคนจะได้เห็นแบรนด์ เห็นรถ ของเรา โดยจะใช้พื้นที่ของพารากอน คาดว่าจะใช้เวลาจัดสัก 4 วัน งบประมาณเบ็ดเสร็จก็น่าจะอยู่ที่ 5 ล้านบาท ส่วนอีเวนต์ใหญ่ๆไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์โชว์ หรือ มอเตอร์เอ็กซ์โป ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่เราจะเข้าหากลุ่มลูกค้า "
 นายสุวิชชา ลีนุตพงษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไดเรคชันแนล ออโตโมบิลส์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และ กรรมการบริหาร บริษัท เอ็มทีเอ็ม มอเตอเรน เทคนิค ไมเยอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เอ็มทีเอ็มในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า แผนงานของเอ็มทีเอ็มในปีนี้จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกประมาณ 2-3 รุ่น ซึ่งจะเป็นรถในรุ่นไหนอย่างไรก็คงต้องติดตามดูว่าในตลาดโลกออดี้จะเปิดตัวรุ่นไหนเข้าสู่ตลาด
 นอกจากนั้นแล้วจะมีการชูกลยุทธ์ด้านบริการหลังการขาย โดยปัจจุบันเอ็มทีเอ็ม มีโชว์รูมและศูนย์บริการย่านสุขุมวิทและที่ห้างสยามพารากอน ซึ่งศูนย์บริการดังกล่าวจะเปิดรับรถทั้งที่ขายจากบริษัทและรถที่นำเข้ามาจากเกรย์มาร์เก็ต แต่หลังจากนี้จะเริ่มพิจารณาแนวทางการให้บริการเกรย์มาร์เก็ต เนื่องจากจำนวนประชากรของเอ็มทีเอ็มในตลาดมีมากขึ้น โดยนับตั้งแต่ทำตลาดมาจนถึงปัจจุบันมีจำนวน 500 -600 คัน ดังนั้นจะมุ่งเน้นการบริการของลูกค้าของตนเองก่อน ส่วนลูกค้าที่เป็นเกรย์มาร์เก็ตที่จะเข้ามารับบริการจะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกจำนวน 100,000 บาท
 นายสุวิชชา  เปิดเผยอีกว่า แผนงานของเอ็มทีเอ็มในปีนี้จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกประมาณ 2-3 รุ่น ซึ่งจะเป็นรถในรุ่นไหนอย่างไรก็คงต้องติดตามดูว่าในตลาดโลกออดี้จะเปิดตัวรุ่นไหนเข้าสู่ตลาด  นอกจากนั้นแล้วจะมีการชูกลยุทธ์ด้านบริการหลังการขาย โดยปัจจุบันเอ็มทีเอ็ม มีโชว์รูมและศูนย์บริการย่านสุขุมวิทและที่ห้างสยามพารากอน ซึ่งศูนย์บริการดังกล่าวจะเปิดรับรถทั้งที่ขายจากบริษัทและรถที่นำเข้ามาจากเกรย์มาร์เก็ต แต่หลังจากนี้จะเริ่มพิจารณาแนวทางการให้บริการรถเกรย์มาร์เก็ตลดน้อยลง
  "เนื่องจากจำนวนประชากรของเอ็มทีเอ็มในตลาดมีมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยนับตั้งแต่ทำตลาดมาจนถึงปัจจุบันมีจำนวน 500 -600 คัน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้รถเอ็มทีเอ็มมากขึ้น ทางบริษัทจึงจะมุ่งเน้นการบริการของลูกค้าของตนเองก่อน ส่วนลูกค้าที่เป็นเกรย์มาร์เก็ตที่จะเข้ามารับบริการจะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกจำนวน 100,000 บาท" 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,625 10-13  เมษายน พ.ศ. 2554

 

Read : 4239 times

jL Poll Module1

งบประมาณสสส.ควรมาจากไหน


 

Poll (2)

เห็นอย่างไรลงทุน LTF,RMF จะไม่ได้สิทธิหักลดหย่อนภาษีอีกแล้ว
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*