หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home คอลัมนิสต์ผู้ทรงคุณวุฒิ คอลัมน์: IT Idea แฟน facebook หรือ twitter ที่มีมูลค่าทางธุรกิจมากกว่ากัน: ณรงค์ เวศนารัตน์

แฟน facebook หรือ twitter ที่มีมูลค่าทางธุรกิจมากกว่ากัน: ณรงค์ เวศนารัตน์

พิมพ์

altหลายท่านที่อ่านเรื่องนี้ คงไม่ค่อยพอใจที่ผมเขียนถึงมูลค่าทางธุรกิจของแฟน social network  ที่โด่งดังที่สุดสองแห่งนี้ เพราะบางคนอาจมองมูลค่าของการเป็นแฟนของตนทางด้านจิตใจมากกว่า และไม่อยากให้ตีมูลค่าของการเป็นแฟนในลักษณะนี้

แต่นี่คือความจริง ที่เลี่ยงไม่ได้  เพราะมูลค่าทางธุรกิจของแฟน คือสิ่งสำคัญสุดสำหรับผู้ตัดสินใจจ่ายเงินให้ทวิตเตอร์และเฟสบุคอยู่ต่อไป ได้ เพราะหากธุรกิจของเขาไม่สามารถทำเงินได้ เขาก็คงจะไม่สามารถให้บริการแก่แฟนๆ ได้ฟรีตลอดไป   บิส สโตน และ อีวาน วิลเลียมส์ ผู้ร่วมกันก่อตั้งทวิตเตอร์และบริหารอยู่ในขณะนี้ แต่ก่อนไม่ได้มีความคิดเรื่องรูปแบบธุรกิจในด้านการสร้างกำไรอย่างจริงจัง นอกจากเรื่องประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับ ก็ได้เปิดเผยแล้วว่า กำลังคิดเรื่องรูปแบบในการหารายได้(revenue model) อยู่และจะเป็นรูปธรรมในปี 2010 นี้

 

alt

บิส สโตน และ อีวาน วิลเลียมส์ (Biz Stone, Evan Williams) ผู้ร่วมกันก่อตั้งทวิตเตอร์

alt

Mark Zuckerberg มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเฟสบุค

 

ลู่ทางที่เว็บไซต์ลักษณะดังกล่าวทำเงินได้ ไม่ใช่อยู่ที่มีแฟนที่ใช้ของฟรีจำนวนมาก แต่เป็นการหารายได้แอบแฝงอยู่ในหลายรูปแบบ
สำหรับ facebook นั้น รูปแบบการหารายได้ของเขาชัดเจนมาแต่ต้น ซึ่งเราจะเห็นได้จาก หน้า Help  Center ของเขาในส่วน Applications and Features และ Ads and Business Solutions ผู้ใช้บริการเหล่านี้บางอย่างต้องเสียเงิน

alt

เมื่อปีที่แล้ว มีสื่อต่างๆ รายงานว่า รายได้ของเฟสบุคมาจากแหล่งต่างๆ ดังนี้

    * รายได้จากโฆษณาสินค้า 125 ล้านดอลลาร์ ($125 million from brand ads)
    * รายได้จากโฆษณาผ่านไมโครซอฟต์ 150 ล้านดอลลาร์ ($150 million from Facebook’s ad deal with Microsoft)
    * รายได้จากสินค้าเสมือน(เช่น ของขวัญ) 75 ล้าน ($75 million from virtual goods)
    * รายได้จากการให้บริการโฆษณาด้วยตัวเอง 200 ล้าน (เปิดโอกาสให้แฟนจ่ายเงินเพื่อโฆษณาสินค้าด้วยตัวเอง ทำได้ง่ายมากเสร็จภายใน 5 นาที)

รวมรายได้ทั้งสิน 550 ล้านดอลลาร์

ค่าใช้จ่ายที่เปิดเผยเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน โดยประมาณก็ไม่น้อย เช่น 

    * ค่าไฟฟ้า   1 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน
    * ค่าแบนวิดธ์อินเตอร์เน็ต 500,000 ดอลลาร์ต่อเดือน
    * ค่าเช่าออฟฟิส ดาต้าเซ็นเตอร์  15 ล้านดอลลาร์ต่อปี
    * เงินเดือนพนักงาน 10 ล้านดอนล่าร์ต่อเดือน

สำหรับ twitter ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับสื่อมัลติมีเดีย จึงใช้สถาปัตยกรรมเก่าและคนดูแลน้อยมาก ซึ่งเกิดการหยุดทำงานบ่อยๆ  และกำลังหาทางแก้ไขอยู่  รูปแบบการหารายได้ยังไม่ชัดเจนเนื่องจากผู้ก่อตั้งไม่ได้หวังผลทางธุรกิจมา ก่อน แต่ก็มีข่าวรั่วผ่านเว็บข่าว http://www.techcrunch.com ที่ไม่ได้ยืนยันว่า ทางทวิตเตอร์คาดว่ารายได้ในปี 2010 นี้จะถึงประมาณ 140 ล้านเหรียญอเมริกัน ซึ่งแหล่งทำเงินนั้นยังไม่ชัดเจนว่าจะมาจากไหน  เพียงแต่ว่าคาดว่าจะมาจากโครงการ ExecTweets ซึ่งเป็นลูกเล่นใหม่ที่จะเป็นแหล่งรวมผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่เป็นผู้บริหารระดับ สูงของบริษัทดังๆ เพื่อให้สมาชิกที่สนใจแนวความคิดของคนเหล่านี้ได้ติดตามโดยง่าย โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างทวิตเตอร์ ไมโครซอฟต์ และบริษัทสื่อออนไลน์ชื่อ Federated Media ซึ่งจะเป็นผู้จัดการเรื่องรูปแบบการหารายได้จากโครงการนี้

ในแง่ผู้ ใช้บริการทวิตเตอร์ และเฟสบุค สำหรับคนทั่วไปคงเพื่อหาเพื่อนและติดต่อกับเพื่อน โดยผู้ใช้เฟสบุคในไทยจะเป็นระดับวัยรุ่น ดารา นักร้อง มากกว่าทวิตเตอร์  แต่สำหรับวงการธุรกิจ รูปแบบที่ใช้กันมากที่สุดก็คือ การส่งเสริมการขายในลักษณะ Brand Marketing เพื่อเผยแพร่ตราสินค้า สร้างความภักดีต่อตราสินค้า ซึ่งเราจะเห็นใช้กันมากที่สุดสำหรับผู้ใช้ในไทย โดยเฉพาะในเฟสบุคจะชัดเจนมาก เราจะเห็นองค์กรทางธุรกิจบางแห่ง ถึงกับมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สร้าง facebook page ขึ้นมาโดยเฉพาะ ดังตัวอย่างในรูป

alt
 

alt

สำหรับทวิตเตอร์ เนื่องจากขาดความสามารถทางมัลติมีเดียมาแต่ต้น ปัจจุบันได้พยายามพัฒนาด้านนี้ให้ดีขึ้นเพื่อตาม facebook ให้ใกล้ชิดขึ้น รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า NewTweeter จึงไม่ได้มีแต่ข้อความจนน่าเบื่อเหมือนเดิม  มีปุ่มให้ผู้ใช้คลิ๊กดูข้อมูลที่เป็นสื่อมัลติมีเดียของแต่ละทวีตได้ทางขวา ดังรูป

alt

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เป็นระดับผู้ใหญ่มากกว่าเฟสบุค  สถิติบางแห่งบอกว่า ผู้ใช้ทวิสเตอร์ส่วนใหญ่  42% เป็นคนอายุ 35 – 49 ปี และประมาณ 62% ใช้จากที่ทำงาน  ผู้ใช้ในไทยที่ดังๆ ส่วนใหญ่จะเป็นนักการเมือง ผู้สื่อข่าว นักวิชาการ ที่ต้องการแนะนำตัวเอง หรือเพื่อสื่อสารกับคนหมู่มาก เราจะเห็นคนดังในไทยหลายๆ คนใช้กันอยู่ ดังตัวอย่างที่ตัดการโพสต์ของบางท่านมาให้ดูในรูป

alt

alt

alt

คงจะเห็นแล้วว่า ผู้ที่ใช้เฟสบุค และทวิตเตอร์ นอกจากต้องการหาเพื่อน ติดต่อกับเพื่อนแล้ว ผู้ใช้ที่จะทำให้ธุรกิจของเว็บไซต์สองแห่งนี้มั่นคงอยู่ได้ ต้องเป็นผู้ใช้ที่หวังผลทางธุรกิจหรือการเมือง เพราะคนทั่วไปคงไม่ยอมจ่ายเงินง่ายๆ เพียงเพื่อได้คุยกับเพื่อนทางอินเตอร์เน็ต
 
ประเด็นของบทความนี้อยู่ ที่  ในกรณีที่ต้องการจ่ายเงินเพื่อใช้เครือข่ายสองแห่งนี้เพื่อหวังผลทางธุรกิจ เช่น เพื่อโปรโมตแบรนด์ เราจะเลือกอันไหนคุ้มค่ากว่า

หลักการแรกที่ ควรพิจารณาก็คงทราบแล้วว่า ต้องดูที่กลุ่มเป้าหมายของเราว่า เป็นคนในวัยใด อยู่ในแวดวงไหน บุคคลิกอย่างไร เช่น  ถ้าต้องการกลุ่มวัยรุ่น คนวัยทำงานที่ชอบอะไรหวือหวา สนุกสนาน แต่ techies หน่อย ก็น่าจะใช้เฟสบุค  ถ้าต้องการระดับผู้หลักผู้ใหญ่ ที่ชอบอะไรซีเรียส ก็คงต้องเป็น ทวิตเตอร์

อย่าง ไรก็ดี การหวังผลว่า เมื่อโฆษณาไปแล้วจะได้ผลมากน้อยกว่ากันอย่างไร มันอาจไม่เกี่ยวกับว่าตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ แต่เป็นที่กำลังซื้อ และความสนใจสินค้าด้วย ซึ่งถ้าพิจารณาง่ายๆ ก็คงจะเห็นว่า ผู้ใช้ทวิตเตอร์น่าจะมีกำลังซื้อมากกว่า เป็นคนจริงจังกว่า ซึ่งสามารถสร้าง brand royalty ได้ดีกว่า

ข้อมูล จากการสำรวจของสำนักวิจัยที่มีชื่อ Forrester Research ยืนยันในเรื่องนี้  มีข่าวออกมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ว่า เขาพบว่า  สมาชิกของทวิตเตอร์มีแนวโน้มที่จะซื้อจากแบรนด์ที่ตัวเองติดตาม (คือเป็น follower ในภาษาของทวิตเตอร์ หรือ แฟน ในภาษาเฟสบุค) ประมาณ  37% ในขณะที่ของเฟสบุค มีเพียง 21% และยังช่วยแนะนำแบรนด์สินค้าให้เพื่อนๆ ของตนมากกว่าด้วย คือ 33% เทียบกับ 21% ของเฟสบุค

แต่ สถิตินี้ ยังมีอะไรที่ควรพิจารณาให้มากกว่า เนื่องจากจำนวนผู้เป็นสมาชิกที่ต่างกันอย่างมาก ปัจจุบันผู้เป็นสมาชิกเฟสบุคมีประมาณ 500 ล้านคนทั่วโลก เป็นคนอเมริกันประมาณ 165 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้ใช้ทวิตเตอร์ จากสถิติออนไลน์ช่วงนี้ จะเห็นว่า มีอยู่ประมาณ 9 ล้านคนเท่านั้น ดังนั้น โอกาสที่คนจะเห็นโฆษณาที่ลงในเว็บสองแห่งนี้จึงเทียบกันได้ยาก


alt

ทางด้านเทคนิคการโฆษณา ทั้งสองเว็บนี้เป็นลักษณะ interactive ทั้งคู่ แต่มีความแตกต่างกันตรงที่การใช้เทคนิคทางการตลาดแบบ push หรือ pull มากกว่ากัน  ในเฟสบุคจะเป็นลักษณะ push มากกว่า โดยการเสนอให้แฟนติดตามหน้าโฆษณาหรือแบรนด์ โดยการเสนอสิ่งจูงใจหรือรางวัลมากกว่า ให้โอกาสคู่ค้ามากกว่า ในการยื่นข้อเสนอต่างๆ ให้แฟนเข้ามาติด เช่น มีเกมส์มาเสนอ พร้อมรางวัล  ส่วนทวิตเตอร์ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจน นอกจากเน้นที่ตัวบุคคลที่เป็นสมาชิกที่มีชื่อเสียง  ซึ่งเป็นพื้นฐานของโครงการ ExecTweets ดังกล่าวแล้ว

ก็ต้องรอดูการ พัฒนาเทคโนโลยีของทั้งสองแห่งต่อไปว่า จะเอื้อต่อการใช้งานทางด้านธุรกิจมากขึ้นอย่างไร ผลที่เห็นขณะนี้ ยังค่อนข้างจะน่ากังขาอยู่ เนื่องจากเป็นแบบแผนทางธุรกิจและรูปแบบการหารายได้ที่ยังค่อนข้างใหม่ต่อวง การ การเก็บสถิติตัวเลขยังไม่แน่ว่าทำได้ถูกต้องเหมาะสมเพียงใด  การพิจารณาใช้ทวิตเตอร์และเฟสบุคเป็นสื่อในการสร้างแบรนด์หรือขายสินค้า จึงยังต้องอาศัยการพิจารณาปัจจัยต่างๆ หลายด้านให้มากว่าเชื่อผลตัวเลขทางสถิติอย่างเดียว

ข้อมูลเพิ่มเติม

เนื่องจากประเทศไทยมีคนสนใจใช้เฟสบุคมากกว่า โดยเฉพาะคนในวัยหนุ่มสาว จึงมีผู้สนใจทำวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรม และลักษณธของคนที่ใช้เฟสบุคกันมาก 
ผมได้รับข้อมูลเพิ่มจากบริษัท บริษัท At Vantage จำกัด ซึ่งได้ทำการวิจัยกลุ่มผู้ใช้เฟสบุค  โดยการสอบถามคนที่เดินถนนในย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ ประมาณ 300 กว่าคน  ในช่วงเดือนกันยายน 2553 นี้ รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลด้านอื่นด้วย  ผู้ทำวิจัยได้สรุปประเด็นที่ได้รับจากการวิจัยไว้ข้างล่างนี้  และผมได้นำสไลด์จาก Powerpoint ที่บริษัทส่งมาให้กอง บ.ก. ฐานเศรษฐกิจ  เฉพาะส่วนที่น่าสนใจมาแสดงไว้ต่อจากนี้ด้วยครับ ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติม  ติดต่อได้ที่ คุณ ท๊อป (08-1929-8864)

บทสรุปจากงานวิจัยกลุ่มผู้ใช้เฟสบุคของบริษัท At Vantage จำกัด

Conclusion

กลุ่มคนที่ใช้ fb และสนใจเป็นเพื่อนกับคนดังในสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอายุไม่เกิน 36 ซึ่งมักให้ความสนใจในกลุ่มบันเทิง

ดังนั้นการทำการตลาดสำหรับคนกลุ่มนี้ โดยใช้ช่องทางเฟซบุ๊คผ่านทางบุคคลที่เป็นที่จับตามองของคนกลุ่มนี้ จึงเป็นอีกช่องทางที่น่าจะมีศักยภาพที่ดี

ในขณะที่กลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง จะใช้เฟซบุ๊คเพื่อสังคมส่วนตัวของเขาเองมากกว่า ดังนั้น ช่องทางการตลาดนี้ไม่น่าจะประสบความสำเร็จนักสำหรับคนกลุ่มนี้

การตลาดในธุรกิจบันเทิงบนสื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองมากที่สุด

Recommendation

ไม่ว่าจุดประสงค์ของความต้องการ เป็นเพื่อนกับคนดังจะเป็นอะไร แต่การทำการตลาดกับคนดังก็ทำให้คนจำนวนมากหันมามองสิ่งที่ต้องการสื่อสารได้ นับเป็นการสร้างโอกาสทองที่ดี ในการแนะนำและสร้างความคุ้นเคยกับตัวผลิตภัณฑ์ ได้ แต่ที่สำคัญคงต้องทำอย่างแนบเนียน  และไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดจากกลุ่มคนดังเหล่านี้

นอกจากนั้น งานวิจัยชิ้นนี้ยังเป็นอีกชิ้น ที่สนับสนุนแนวคิดของประสิทธิภาพของการตลาดแบบใหม่ที่เรียกว่า viral marketing บนสังคมออนไลน์

 

ผลการวิจัยที่น่าสนใจ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

Read : 10662 times

jL Poll Module1

เงินจ่ายคืนภาษีรถคันแรกปีนี้ไม่พอ คลังขอใช้งบกลาง/เงินคงคลังหมื่นล.ท่านเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

ห่วงศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีนายกฯ จุดชนวนรุนแรง ท่านเชื่ออย่างไร
 

*
เตาแก๊ส ขายเตาแก๊ส หวย เตาอบ ตู้กดน้ำ