ผ่าอกคุย กับ หมอสัญญา
sanya_theing@yahoo.com
ตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่หัวใจจะโรยแรง (ตอนที่ 1)

มีคุณผู้อ่านอีเมล์มาถาม ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นคำถามที่หลายๆคนกำลังสงสัย
นั่นก็คือ สมมติว่ามีชายวัยกลางคนท่านหนึ่ง อายุอาจจะราวๆห้าสิบกว่า หกสิบอะไรประมาณนี้ แล้วอยู่ๆก็เกิดอาการอึดอัดหน้าอกขึ้นมา บางทีก็เป็นตอนกำลังออกแรง บางทีก็ไม่ใช่ นึกจะแน่นก็แน่นขึ้นมา หรือบางคนก็อาจจะบอกว่า ไม่ได้มีอาการแน่น แต่จะมี เจ็บๆ ที่หัวใจ โดยทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่มีอาการดังกล่าวมักจะกังวลว่าตนเองจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า ลึกๆแล้วไม่ว่าใครก็คงจะต้องกลัวว่า ตัวเราจะมีโอกาสปุบปับเสียชีวิตไปหรือไม่
เรื่องที่ว่าคนคนหนึ่งจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่านี้ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆเวลาที่มีคนมาโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาหมอโรคหัวใจ แต่การที่จะแยกแยะให้เห็นได้ชัดเจน ราวกับลายเส้นบนฝ่ามือของตัวเองนั้น มันไม่ง่ายครับ
อาการ “รู้สึกไม่ค่อยดี” ภายในหน้าอก ที่เรียกได้ว่าชัดเจน เป็นโรคหัวใจแน่ๆ ก็คือ อาการแน่น เหมือนมีของมาทับ หรือเหมือนช้างมาเหยียบหน้าอก อาการเป็นมากขึ้นเวลาออกแรง และทุเลาลงเวลาหยุดพัก หรือถ้าหนักกว่านั้น ก็อาจจะมีเหงื่อโทรมกาย มีอาการอึดอัดหายใจไม่ออก พอมาถึงโรงพยาบาลพอหมอตรวจคลื่นหัวใจก็เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นลักษณะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยง – แต่ชีวิตมันไม่ง่ายอย่างนั้น ซึ่งถ้าคนป่วยทุกรายมีอาการตรงไปตรงมาแบบนี้กันทุกคนแล้วละก็ ใครๆก็วินิจฉัยได้ว่าใครเป็นโรคอะไร ไม่ต้องอาศัยศาสตร์ และศิลป์

แต่เนื่องจากคนที่มาหาหมอนั้น มีหลายต่อหลายคนซึ่งแม้จะมีหลอดเลือดหัวใจตีบอยู่ ก็ยังไม่ได้มีอาการ ชัดๆ เป้งๆ แบบที่กล่าวมาข้างต้น หลายรายอาจจะหลอดเลือดหัวใจปกติ แต่การทำงานของหัวใจแย่ลงจากเหตุต่างๆ ก็เกิดอาการคล้ายๆกันได้ คือออกแรงแล้วเหนื่อย หลายคนมีอาการที่ออกจะกำกวมอย่างมาก ว่าจะแน่นอกจากหัวใจหรือแน่นอกจากสาเหตุอื่น ซึ่งคนกลุ่มนี้แหละที่เป็นคนส่วนใหญ่ที่มาเจอหมอ ...มาเจอเพราะไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นโรคหัวใจ หรืออะไรร้ายแรงซ่อนอยู่หรือไม่ แต่อยากจะรู้ และอาจจะกระวนกระวายใจอยู่ว่าเป็น หรือไม่เป็นโรคหัวใจ
การที่คนคนหนึ่ง มาด้วยอาการที่ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวกับโรคร้ายๆหรือไม่นั้น ทำให้การวินิจฉัยของแพทย์ ต้องอาศัย “ความเป็นศิลปะ” อย่างมาก เพราะอาการอันกำกวมมากมายหลายอย่างนั้น คือธรรมชาติอย่างหนึ่งของความเจ็บป่วยของคนเรา เรียกได้ว่า มันไม่ใช่ 1+1 = 2
ถ้ามีโรคอยู่ แล้วหมอดันไปสรุปว่า “คุณไม่เป็นโรค” ก็เท่ากับว่า หมอวินิจฉัยพลาด
ถ้าไม่มีโรค แล้วหมอดันไปสรุปว่า “คุณเป็นโรค” ก็เท่ากับว่า หมอวินิจฉัยผิด
รวมความแล้ว ถ้ามีโรค แล้วบอกไม่มี หรือไม่มีโรคแล้วบอกว่ามี ก็คือ หมอผิดพลาด ไม่แม่นยำ เชื่อถือไม่ได้
การที่หมอจะมองผ่านคนป่วยที่มานั่งตรงหน้า ให้เห็นทะลุเข้าไปข้างในได้นั้น จะต้องอาศัยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวคนป่วยให้ได้มากที่สุด การฟังประวัติอาการอย่างทะลุปรุโปร่ง และการตรวจร่างกายที่ดี จะช่วยเป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจวางแผนในขั้นต่อไป ซึ่งการตรวจพิเศษอะไรก็ตามในขั้นต่อไปนี้ เราต้องตระหนักไว้เสมอว่า มันมีข้อจำกัดในตัวเองอยู่ ซึ่งก็ไม่ต่างกับการที่เรามองผ่านกระจกฝ้า และเห็นเพียงภาพขมุกขมัวที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างได้ แต่เราจะไม่มีทางเห็นสิ่งที่แจ่มชัด ซึ่งซ่อนอยู่หลังกระจกฝ้าได้
การตรวจพิเศษนี้ ผมขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษว่า TEST
ถ้ามีโรคอยู่ แล้ว TEST บอกว่า ไม่มีโรค แสดงว่า TEST นั้นไม่มีความไวมากพอ
ถ้าไม่มีโรค แล้ว TEST บอกว่า มีโรค แสดงว่า TEST ที่ทำไปนั้น ขาดความจำเพาะ
การตรวจพิเศษทางการแพทย์หลายๆอย่าง เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจตอนวิ่งสายพาน การตรวจเอคโค่หัวใจช่วงที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นแรงขึ้น หรือการตรวจที่ต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆนานานั้น ล้วนมีข้อจำกัดดังกล่าวทั้งสิ้น
บางทีไม่แน่ว่า TEST ที่ให้ผลออกมาว่า ปกติ จะตีความได้ว่า คนคนนั้น ไม่มีโรค
บางทีไม่แน่ว่า TEST ที่ให้ผลออกมาว่า ผิดปกติ จะตีความได้ว่า คนคนนั้น มีโรค

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณผู้ชายวัยกลางคนท่านหนึ่งเกิดมีอาการ “เจ็บหน้าอก” ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเป็นหรือไม่เป็นโรคหัวใจกันแน่ แล้วพอดีได้รับคำแนะนำให้ไปตรวจนั่นตรวจนี่ ทั้งวิ่งสายพาน ทั้งตรวจเอคโค่ แล้ว ผลออกมา ปกติ ...ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่เป็นโรคหัวใจอยู่ดี
ตรงกันข้าม ถ้าหาก มีคุณผู้หญิง วัยยังสาวๆอยู่เลย เกิดมาเจอหมอด้วยอาการแบบเดียวกันกับอาการของคุณผู้ชายข้างต้นทุกประการ อาจจะแน่นๆเหมือนกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วดันมีหมอบ้าจี้ให้ไปตรวจวิ่งสายพาน ...ผลออกมาว่า คลื่นหัวใจขณะวิ่งสายพาน ผิดปกติ ...ก็ไม่ได้แปลว่าคุณผู้หญิงท่านนี้ จะเป็นโรคหัวใจจริงๆ
ดังนั้น เนื่องจากการที่อาการของโรคที่แสดงออกมา มันไม่ได้เป็นอะไรที่ตรงไปตรงมา อีกทั้งการตรวจพิเศษต่างๆก็มีขีดจำกัดในตัวเองทั้งนั้น การที่แพทย์จะบอกว่า ผลของการตรวจพิเศษต่างๆนี้ ได้บอกอะไรที่มีนัยสำคัญบ้าง หลักวิชาแพทย์จึงจำต้องอาศัยหลักการทางสถิติ หลักการของความน่าจะเป็นเข้ามาเกี่ยวข้อง ...แทบจะทุกเรื่องครับ

กรณีที่ยกมาข้างต้นนั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมหมอไม่มีวิธีไหนเลยเหรอ ที่จะทลาย “กำแพงกระจกฝ้า” แล้วมองทะลุเข้าไปให้เห็นกันจะจะ ว่าอาการแน่นหน้าอกของคนคนนั้น เป็นจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันจริงหรือไม่
คำตอบก็คือ หมอมีวิธีการแน่นอนครับ นั่นคือ การตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจ หรือที่เราๆเรียกกันอย่างง่ายว่า ฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ
![]() |
|
ภาพแสดงห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ
|
![]() |
|
ภาพแสดงการตรวจสวนหัวใจ เพื่อดูการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ ในภาพซ้ายแสดงให้เห็นหลอดเลือดหัวใจฝั่งซ้ายซึ่งไม่มีการตีบตัน (ผนังหลอดเลือดเรียบสม่ำเสมอดี) ส่วนภาพขวาแสดงหลอดเลือดหัวใจฝั่งขวา มีลักษณะการตีบคอดตรงบริวเณลูกศรในภาพ
|
แต่การที่จะให้ทุกคนที่สงสัยว่าจะมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ต้องมา “ฉีดสี” กันทุกคน มันเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่คนคนนั้นจะได้รับ อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า เพราะถึงแม้จะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะเป็นโรคที่พบได้บ่อยอยู่พอควรในประชากร แต่ถ้าหากเราเอาคนที่มีอาการแค่สงสัยว่าจะเป็นหรือเปล่า มีฉีดสีกันทุกคน เราจะพบว่ามีไม่กี่คนเท่านั้น ที่ฉีดสีแล้วเจอว่าเส้นเลือดหัวใจตีบจริง ...ผมหมายความว่า การที่เราจะทลาย “กระจกฝ้า” ที่ขวางกั้นอยู่นั้น เราอาจจะเห็นอะไรๆได้ชัดก็จริง แต่เท่ากับว่า คนปกติจำนวนมากซึ่งมาฉีดสีก็ต้องรับความเสี่ยงต่างๆจากการตรวจสวนหัวใจโดยใช่เหตุ ก็คิดดูละกันว่า มันคุ้มหรือไม่คุ้ม
ฉะนั้น แพทย์จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจาก TEST ที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยน้อยกว่า แต่ได้ข้อมูลที่สำคัญพอที่จะช่วยตัดสินใจว่าจะทำอะไรในขั้นต่อไปดี
ข้อมูลที่ได้จาก TEST ต่างๆซึ่งอันตรายต่อผู้ป่วยน้อยกว่านี้ จะต้องนำมาวิเคราะห์ร่วมกับความเป็นไปได้ว่าคนผู้นั้น ต้องสงสัยว่าจะมีโรคอยู่เป็นทุนเดิม มากน้อยเท่าไร ถึงจะสรุปได้ว่า คนผู้นั้น สมควรที่จะไปตรวจ TEST ที่อันตรายกว่า แต่ได้เห็นกันจะจะว่าเป็น หรือไม่เป็น
TEST ที่เกี่ยวกับการตรวจหัวใจ กรณีที่สงสัยว่าคนคนนั้นเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ มีหลากหลายมาก เดี๋ยวไว้ว่ากันตอนต่อไปนะครับ
แต่เราอย่าลืมนะครับ หลักการพื้นฐานของการตรวจวัดอะไรต่างๆนั้น มันมีขีดจำกัดในตัวมันเองเสมอ ที่สำคัญคือ เราไม่อาจจะไปด่วนสรุปว่า ผลการตรวจที่ได้นั้น หมายถึง สิ่งที่เป็นอยู่ มีอยู่จริง
....งงใช่ไหมครับ เอาเถอะ ตอนหน้าจะอธิบายให้กระจ่างกว่านี้แน่ๆครับ
ผมคิดว่าสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่พัฒนาไปสู่สังคมข้อมูลความรู้ ความรู้ไม่ควรจำกัดแค่ผู้รู้เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะมีการแลกเปลี่ยนไปยังผู้มารับบริการด้วย
แน่นอนว่า ผมยินดีมากที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ผมพอจะรู้อยู่บ้าง
หากคุณมีอะไรสงสัยกับโรคหัวใจ หรือโรคทรวงอกสามารถ e-mail มาถามได้ครับ






