ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศวันนี้ นับวันยิ่งไปไกลเกินการเจรจา เกินคำว่าสมานฉันท์ เพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าหาช่องทางทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามจนไร้มารยาททางการเมือง ไร้วัฒนธรรมทางการเมืองที่เคยยึดถือ และพัฒนาไปถึงขั้นใช้ความรุนแรงเข้าประหัตประหารกันโดยมีประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เป็นเครื่องมือและเหยื่อที่ต้องรับเคราะห์แทนนักการเมือง
ฝ่ายของผู้ชุมนุมที่นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เริ่มต้นดูเหมือนจะดีที่ประกาศแนวทางสงบ สันติและปราศจากอาวุธ เพื่อแก้ไขภาพลบว่าเป้นกลุ่มป่วนเมืองเมื่อปีที่แล้ว โดยเน้นการพูดจาให้ข้อมูลบนเวทีเป็นหลักในประเด็น “ไพร่”กับ “อำมาตย์” และข้อเรียกร้องให้ “ยุบสภา” ซึ่งปรากฏว่ามีมวลชนให้ความสนใจติดตามฟังมากพอสมควร และสามารถสร้างความสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลถึงขนาดยอมเจรจาร่วม 2 ครั้งในประเด็นจะยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 9 เดือน
ข้อเสนอจากฝ่ายรัฐบาลดังกล่าวหาก นปช.ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวหรือต่อรองอีกสักนิดก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการชุมนุมระดับหนึ่งแล้ว เพราะเท่ากับเร่งเวลาให้เร็วขึ้นถึง 1 ปีแทนที่จะปล่อยให้รัฐบาลอยู่ครบเทอม 1 ปี 9 เดือน และวันนี้ทุกคนก็ได้กลับบ้านไปเตรียมตัวเลือกตั้งแล้ว
แต่เพราะการไม่ยอมลดราวาศอกและการไม่ยึดมั่นในคำประกาศสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ จึงนำมาสู่การกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง กระทั่งเกิดเหตุการณ์ไทยฆ่าไทย “10 เมษายน” ที่สี่แยกคอกวัวยังผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายนับสิบนับร้อยคน ไม่เพียงแค่นั้นยังมีผลต่อเนื่องมาถึงเหตุการณ์ยิงระเบิดที่ถนนสีลมในคืนวันที่ 22 เมษายน และเหตุการณ์ปะทะกันกลางถนนวิภาวดีรังสิตในบ่ายวันที่ 28 เมษายน ซึ่งมีผู้บาดเจ็บล้มตายตามมาอีก
ภาพพจน์อันป่นปี้ของประเทศไทยวันนี้จะโทษผู้ชุมนุมฝ่ายเดียวก็ใช่ที่ เพราะหากผู้นำฝ่ายรัฐบาลไม่แข็งขืนจนเกินไปและไม่ตัดสินใจผิดพลาดในการใช้กำลังเข้าสลายผู้ชุมนุมในตอนกลางคืนเหตุการณ์ก็คงไม่บานปลายจนถึงวันนี้ หรือหากไม่ตื่นตูมจนเกินไปถึงขนาดเกณฑ์ทหาร ตำรวจ นับพันนายพร้อมอาวุธครบมือเข้าคุมพื้นที่ถนนสีลม ก็คงไม่ล่อเป้าให้ความรุนแรงย่างกรายเข้าสู่ถนนเศรษฐกิจสายนี้
วันนี้ฝ่ายรัฐบาลนอกจากไม่สามารถยุติความขัดแย้งและสลายการชุมนุมได้แล้ว ยังกำลังยกระดับความขัดแย้งให้สูงขึ้นด้วยการยัดข้อกล่าวหา “ล้มเจ้า” หรือการล้มล้างสถาบันแก่ฝ่ายผู้ชุมนุม ทั้งที่เป็นแกนนำหลักๆบนเวที นักการเมือง อดีตนายทหาร และอดีตนายกรัฐมนตรี 2 คน ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวเคยใช้เป็นเครื่องมือล้มล้างระบอบทักษิณมาครั้งหนึ่งแล้วโดยฝ่ายเสื้อเหลือง แต่ครั้งนี้รัฐบาลทำให้เห็นว่ามีความตั้งใจจะกล่าวโทษและจะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นขบวนการและเป็นเป้าหมายที่สูงกว่าการเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม
พฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายในยามนี้คือการเดิมพันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะเทหมดหน้าตักแล้วยังกู้ยืมอนาคตมาสู้กันด้วย งานนี้คนชนะกินรวบ คนแพ้หมดอนาคต ประเทศชาติฉิบหายสิครับท่าน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,527 2-5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553




