นายชาญ ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ทัช พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่า จะขยายการทำตลาดในส่วนของธุรกิจตรวจสอบอาคารไปสู่กลุ่มลูกค้าสถาบันการศึกษาและศูนย์การค้าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวเริ่มให้ความสำคัญในด้านการตรวจสอบอาคารกับมืออาชีพ และธุรกิจค้าปลีกในส่วนของช็อปปิ้งมอลล์และคอมมิวนิตีมอลล์ ที่มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมีลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ได้แก่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศูนย์การค้าแพลทินัม
"กลยุทธ์การทำตลาดของบริษัท คงมุ่งเน้นการตลาดแบบไดเร็กต์เซลส์ เว็บไซต์ และการจัดกิจกรรมร่วมกับลูกค้าเป็นหลัก เพราะถือว่าธุรกิจการตรวจสอบอาคารเป็นธุรกิจเฉพาะกลุ่ม และอาศัยการบอกต่อของลูกค้าช่วยในการขยายตลาดด้วย นอกจากกลุ่มลูกค้าดังกล่าวแล้ว บริษัทยังมุ่งจับตลาดในกลุ่มลูกค้าอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียมในระดับบนด้วย" นายชาญ กล่าวและว่า
ปัจจุบันมีอาคารที่ต้องได้รับการตรวจสอบในกรุงเทพฯ ประมาณ 9,624 อาคาร แบ่งเป็น อาคารระหว่างปี 2550-2552 จำนวน 5,380 อาคาร อาคารปี 2553 ประเภทที่อยู่อาศัยรวม พื้นที่ 5,000-10,000 ตารางเมตร จำนวน 690 อาคาร และอาคารปี 2555 ประเภทที่อยู่อาศัยรวม พื้นที่ 2,000-5,000 ตารางเมตร จำนวน 3,554 อาคาร ขณะที่ผู้ประกอบการที่รับตรวจสอบอาคารมีอยู่กว่า 2,000 ราย เป็นนิติบุคคลประมาณ 200 ราย
นายชาญ กล่าวอีกว่า การแข่งขันของธุรกิจตรวจสอบอาคารจะมุ่งเน้นเรื่องของการตัดราคาเป็นหลัก แต่บริษัทเน้นกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอาคารที่มีคุณภาพ โดยมีทั้งลูกค้าในกลุ่มบริษัทแสนสิริฯ และลูกค้าทั่วไป อาทิ อาคารกบข. ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ศูนย์การค้าสยามพารากอน อาคารทรู ทาวเวอร์ อาคารออลซีซั่น เพลส เป็นต้น ซึ่งปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโต 20% จากปีที่ผ่านมารับตรวจสอบอาคารจำนวน 200 อาคาร
ด้านนายสุจินต์ พัฒนกุลาคาร บริษัท อะเลิร์ท คอนซัลแตนท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านงานบริการวิศวกรรมสถาปนิก และการตรวจสอบอาคาร กล่าวว่า การแข่งขันธุรกิจรับตรวจสอบอาคารในปีนี้ยังคงเน้นเรื่องของราคาเป็นหลัก เฉลี่ยตารางเมตรละ 3 บาท สำหรับอาคารสูง ขณะที่เป็นโรงงานทั่วไปจะราคาถูกเพียงตารางเมตรละ 1.50 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นผลจากการที่มีผู้ประกอบการในธุรกิจอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันเจ้าของอาคารเองก็เลือกใช้บริการด้วยเรื่องของราคาเป็นหลัก
ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจตรวจสอบอาคารในปีนี้ คาดว่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% จากการที่มีจำนวนอาคารในรูปแบบของคอนโดมิเนียมและอาคารที่พักอาศัยรวม ประเภทอพาร์ตเมนต์และหอพักที่มีขนาดตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป ที่เข้าข่ายจะต้องได้รับการตรวจสอบอาคารในปีนี้ด้วย ทำให้ตลาดเกิดการขยายตัวตาม ในส่วนบริษัทได้มีการปรับตัว ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้เพิ่ม รวมถึงมีการเพิ่มบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าวด้วย โดยคาดว่าผลประกอบการของบริษัทในปีนี้จะเติบโตในอัตรา 10-20% ได้ด้วย
"ปีนี้การแข่งขันยังคงรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องของการตัดราคา แต่ก็มีโอกาสขยายตัวจากอาคารที่เข้ามาเพิ่ม และปัจจุบันกฎหมายก็มีความเข้มมากขึ้น เจ้าหน้าที่มีการแจ้งไปยังเจ้าของอาคารให้มีการตรวจสอบอาคาร ทำให้เชื่อว่าตลาดน่าจะขยายตัวได้ในปีนี้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการด้านนี้ก็ลดจำนวนลง เนื่องจากส่วนใหญ่ลูกค้ามักจะไม่เปลี่ยนผู้ตรวจสอบอาคารจากที่เคยใช้บริการอยู่ ในส่วนของบริษัทเองก็ยังมีลูกค้าเดิมที่ใช้บริการต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เตรียมที่จะทำตลาดกับกลุ่มคอนโดมิเนียมและหอพักต่างๆ เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 นี้ด้วย ซึ่งกลุ่มนี้น่าจะมีนับพันอาคาร"
ทั้งนี้ อาคารที่ต้องตรวจสอบ ตามประกาศกฎกระทรวงฉบับที่ 59 (พ.ศ. 2548) ประกอบด้วย 1.อาคารสูง (สูงมากกว่า 23เมตร) 2.อาคารขนาดใหญ่พิเศษ(พื้นที่ใช้สอยมากกว่า 10,000 ตารางเมตร) 3.อาคารชุมนุมชน (จุคนได้มากกว่า 500 คน หรือมีพื้นที่ใช้สอย 500 ตารางเมตร) 4. โรงมหรสพ 5.อาคารชุดและที่อยู่อาศัยรวม 6. โรงแรม (มากกว่า 80 ห้อง) 7.ป้าย (สูงมากกว่า 15 เมตรมีพื้นที่มากกว่า 50 ตารางเมตรและพื้นที่มากกว่า 25 ตารางเมตร เมื่อติดตั้งอยู่บนอาคาร) 8. สถานบริการ (มีพื้นที่มากกว่า 200 ตารางเมตร) และอาคารโรงงาน(พื้นที่มากกว่า 5,000 ตารางเมตร และสูงมากกว่า 1 ชั้น)
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,515 21 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2553
รายการโปรด
Bookmark
ส่งให้เพื่ิอน
จำนวนผู้เข้าชม: 797
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|





