เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล ระบุว่า การผนวกกิจการเอไอเอเข้ามาร่วมชายคาธุรกิจ จะทำให้พรูเด็นเชียล บริษัทประกันสัญชาติอังกฤษ หรือที่รู้จักโดยทั่วไปในวงการว่า "พรู" มีขนาดธุรกิจใหญ่ขึ้นมากกว่า 2 เท่า และจะก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทประกันชีวิตขนาดใหญ่อันดับ 1 ในเอเชีย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บริษัทประกันระดับโลกต่างจ้องหมายปองตาเป็นมัน เมื่อพิจารณาจากประชากรจำนวนมหาศาลและอัตราการออมในระดับสูงของภูมิภาคเอเชีย
นั่นหมายความว่า พรู(หลังครอบครองกิจการเอไอเอ) จะกลายเป็นบริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดอย่างน้อยใน 7 ประเทศของเอเชีย ซึ่งรวมถึงฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จำนวนตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทในภูมิภาคนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 600,000 คนในทันที (ของพรูเองมีอยู่ราว 420,000 คน ขณะที่เอไอเอมีประมาณ 250,000 คน)
บริษัทที่ปรึกษาแมคคินซีย์ คาดการณ์ว่า ในระหว่างปี 2550-2555 จะมีประมาณ 100 ล้านครัวเรือนในเอเชียที่มีรายได้ครัวเรือนเกินปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือปีละกว่า 330,000 บาท) ทำให้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่บรรดาบริษัทประกันชีวิตจะได้ลูกค้าใหม่ราว 200 ล้านคนในช่วงเวลาดังกล่าว และถ้าพูดกันในแง่ตัวเงินนั่นหมายถึงมูลค่ากรมธรรม์ใหม่ปีละ 750,000-950,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับปีละ 632,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2550 ทั้งนี้เนื่องจากมีแนวโน้มว่า ชาวเอเชียจะเปลี่ยนรูปแบบการออม จากการเก็บออมในรูปเงินสดเป็นการออมในรูปการซื้อประกันชีวิตหรือนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารการเงินอื่นๆ มากยิ่งขึ้น
แมคคินซีย์ยังคาดหมายแนวโน้มการเติบโตในช่วง 5 ปีข้างหน้าของธุรกิจประกันชีวิตทั่วโลกว่า 40% ของการเติบโตจะมาจากภูมิภาคเอเชีย โดยมูลค่ารวมของกรมธรรม์น่าจะขยับขึ้นไปถึงระดับ 9.5 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2555 หรือเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปี 2550
แม้ว่าในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เอไอจี บริษัทแม่ของเอไอเอ จะประสบวิกฤติการเงินจนต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไปแล้วกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์ แต่เอไอเอซึ่งเป็นธุรกิจประกันของเอไอจีในภูมิภาคเอเชีย ยังคงมีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเอไอเอเข้ามาบุกเบิกตลาดเอเชียเป็นระยะเวลานานมากแล้ว ทั้งยังมีการสร้าง
แบรนด์เอไอเอแยกส่วนจากเอไอจีในอเมริกาอย่างชัดเจน ยิ่งเมื่อบริษัทแม่ประสบปัญหาอย่างหนักในปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานะของบริษัท เอไอเอฯก็ยิ่งทุ่มโฆษณาสร้างความมั่นใจให้กับแบรนด์เอไอเอ รวมถึงการเปลี่ยนชื่ออาคารที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงจาก "เอไอจี ทาวเวอร์" เป็น "เอไอเอ เซ็นทรัล" อีกด้วย ทำให้สามารถรักษาทั้งลูกค้าและตัวแทนประกันไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
รายงานข่าวระบุว่า ธุรกิจที่เกิดจากการรวมพรูและเอไอเอเข้าด้วยกันจะครองส่วนแบ่งตลาดประกันชีวิตประมาณ 1 ใน 4 ของทั้งหมดในฮ่องกงและอินโดนีเซีย และประมาณ 1 ใน 3 ในตลาดสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทย พรูจะเปลี่ยนสถานะอย่างฉับพลันจากผู้เล่นที่มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1 % กลายเป็นเจ้าตลาดอันดับหนึ่งชั่วข้ามคืน เพราะเอไอเอครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ถึง 38%
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า การควบรวมธุรกิจเข้าด้วยกันของ 2 บริษัทประกันต่างชาติรายใหญ่ครั้งนี้ อาจเจออุปสรรคในแง่กฎหมายในตลาดบางประเทศของเอเชีย ยกตัวอย่างเช่น จีน ซึ่งปัจจุบันอนุญาตให้เพียงเอไอเอเท่านั้นที่สามารถดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในจีนแผ่นดินใหญ่ได้โดยไม่ต้องร่วมทุน ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า รัฐบาลจีนจะว่าอย่างไรเมื่อเอไอเอกำลังจะเปลี่ยนเจ้าของเป็นพรู (ซึ่งปัจจุบันเข้าไปดำเนินการในจีนได้โดยต้องร่วมทุนกับซิติค กรุ๊ป ของจีน เช่นเดียวกับบริษัทประกันรายอื่นๆจากต่างประเทศที่ต้องร่วมทุน 50 % กับบริษัทท้องถิ่น)
อีกตลาดที่อาจเป็นปัญหาได้แก่ อินเดีย ซึ่งกฎหมายกำหนดให้บริษัทประกันชีวิตจากต่างประเทศ เข้ามาถือหุ้นร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นได้เพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันพรูร่วมทุนอยู่แล้วกับธนาคารไอซีไอซีไอของอินเดีย ขณะที่เอไอเอเองก็มีบริษัท ทาทา กรุ๊ป ของอินเดีย เป็นผู้ร่วมทุนอยู่ โดยเอไอเอถือหุ้นในบริษัทร่วมทุน 26%
นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าจับตาว่า หลังการรวมเอไอเอเข้ามาแล้ว พรูจะจัดการอย่างไรเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทัพตัวแทนประกันที่ต่างฝ่ายต่างมีอยู่เป็นจำนวนมากภายใต้เงื่อนไขการเป็นตัวแทนแบบผูกพัน หรือ tied agent ซึ่งจะเป็นตัวแทนขายประกันให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงรายเดียวเท่านั้น ในกรณีของเอไอเอ ตัวแทนขายประกันยังเป็นสายเลือดเส้นหลักของบริษัทในขณะที่บริษัทประกันคู่แข่งซึ่งรวมถึงพรู เริ่มหันไปใช้จับมือกับธนาคารเพื่อขยายช่องทางขายประกันผ่านธนาคารและระบบขายตรงทางโทรศัพท์บ้างแล้ว
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการเจรจาซื้อกิจการครั้งนี้เปิดเผยว่า การที่เอไอจีตัดสินใจขายเอไอเอให้กับพรูนั้น เท่ากับเป็นการปิดฉากเอไอเอที่เข้ามาเปิดตัวธุรกิจประกันในเอเชียเป็นครั้งแรกที่เมืองเซี่ยงไฮ้ในปีพุทธศักราช 2462 (ค.ศ. 1919) และมีนายเอ็ดมันด์ เซ (Edmund Tse) ชาวจีนฮ่องกงเป็นผู้บริหารมาตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา (เขาวางมือจากตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วแต่ยังคงเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท) ทั้งยังเป็นผู้พยายามจัดทำแผนระดมทุนด้วยการขายหุ้นเอไอเอต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก แต่ขณะนี้แผนการดังกล่าวก็เป็นอันต้องยกเลิกไปก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการตกลงขายกิจการให้กับพรู
แหล่งข่าวกล่าวว่า ทิดเจน เธียม ซีอีโอคนใหม่วัย 47 ของพรู ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อประมาณ 5 เดือนที่ผ่านมา กำลังเทหน้าตักให้กับการคาดหมายว่าการเติบโตของตลาดเอเชียและรายได้มหาศาลของพรูและเอไอเอที่ผนวกรวมเข้าด้วยกันจะทำให้บริษัทมีแต้มต่อมากขึ้นในการบุกขยายธุรกิจในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะในตลาดจีน ที่หลายบริษัทประกันยอมรับว่ายากเจาะเข้าได้ยากยิ่ง สื่อของอังกฤษระบุว่า ในเวลาเพียงแค่ 5 เดือน เธียมมีแผนทำงานใหญ่หลายอย่างซึ่งนอกจากจะทำข้อตกลงซื้อกิจการเอไอเอซึ่งนับเป็นการซื้อกิจการที่มีมูลค่าสูงสุดในแวดวงประกันชีวิตระดับโลกแล้ว (ดังแผนภูมิประกอบ) เขายังมีแผนขายหุ้นเพิ่มทุนมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 6.6 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นการขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์ของอังกฤษอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม จากการที่เธียมไม่ได้เติบโตมาจากสายงานภาคพื้นเอเชียของพรู จึงทำให้หลายฝ่ายยังจับจ้องด้วยใจระทึกว่า เขาจะมียุทธศาสตร์ใหญ่เกี่ยวกับการบุกตลาดเอเชียอย่างไร คำถามนี้อาจพอจะมีคำตอบอยู่รำไร เพราะอันที่จริงแบร์รี สโตว์ ผู้อำนวยการบริหารของพรูซึ่งดูแลธุรกิจในเอเชียอยู่ในปัจจุบัน เคยเป็นผู้บริหารของเอไอจีที่ประจำการอยู่ในฮ่องกงนานถึง 11 ปี นอกจากนี้ยังมีโทนี่ วิลคีย์ หัวหน้าผู้บริหารฝ่ายธุรกิจประกันของพรู ที่เคยเป็นศิษย์เก่าเอไอเออยู่หลายปี โดยตำแหน่งหลังสุดก่อนออกจากเอไอเอมานั้น วิลคีย์เป็นถึงรองผู้อำนวยการใหญ่ มีสองผู้บริหารที่เชี่ยวชาญตลาดเอเชียอยู่แล้วเช่นนี้ หากการผนวกกิจการสำเร็จลุล่วงด้วยดี พรูก็เปรียบเสมือนเสือติดปีกเลยทีเดียว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,510 4-6 มีนาคม พ.ศ. 2553
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|











