บริษัท เทรดเดอร์น้ำตาลรายใหญ่"CZARNIKOW "ส่งสัญญาณน้ำตาลจะขาดมากถึง 15 ล้านตัน
ขณะที่ผู้ผลิตน้ำตาลห่วงสต๊อกน้ำตาลโลกเหลือเพียง
16-17 ล้านตัน ใช้ได้เพียงเดือนเดียว ชี้เคยมีสต๊อกสูงถึง 60 ล้านตัน ลั่นผลผลิตน้ำตาลในไทยปีนี้ไม่ได้ตามเป้า เผยตัวเลขต่ำกว่า 70 ล้านตัน/ปี
นายวิบูลย์ ผาณิตวงศ์ รองประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายซึ่งประกอบด้วยสมาคมการค้าผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงาน สมาคมโรงงานน้ำตาลไทยและสมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้วงการอ้อยและน้ำตาลทั่วโลกต่างกังวลว่าปริมาณน้ำตาลในตลาดโลกน่าเป็นห่วง เนื่องจากผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทั่วโลกลดปริมาณลงโดยล่าสุดทาง CZARNIKOW บริษัทเทรดเดอร์น้ำตาลรายใหญ่ในตลาดโลกออกมาคาดการณ์ว่าน้ำตาลในตลาดโลกจะขาดแคลนมากถึง 15 ล้านตัน
ทั้งนี้กำลังผลิตน้ำตาลในโลกมีประมาณ 152 ล้านตัน และมีการบริโภคในตลาดโลก167 ล้านตัน เท่ากับยังขาดอยู่ 15 ล้านตัน แต่ก็ยังมีสต๊อกโลกเหลืออยู่อีก แต่ก็ยังมีอยู่ในระดับที่ลดลง เนื่องจากสต๊อกโลกเคยมีสูงถึง 60 ล้านตัน ซึ่งคาดว่าสต๊อกโลกน่าจะเหลือเพียง16-17 ล้านตัน เท่านั้น สามารถใช้ได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น
"เวลานี้มีประเทศต่างๆที่มองเห็นชัดเจนว่าขาดแคลนน้ำตาลแล้วคือ อินเดีย ปากีสถาน และอินโดนีเซีย โดยมีสาเหตุมาจากเกิดปัญหาภัยแล้ง อีกทั้งก่อนหน้านี้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นแทน เพราะได้ราคาดีกว่า ขณะที่อินเดียมีปัญหาเพิ่มเข้ามาคือโรงงานน้ำตาลไม่จ่ายค่าอ้อย ขณะนี้อินเดียมีการนำเข้าน้ำตาล 6-7 ล้านตันโดยจะนำเข้ามาจากไทย บราซิล เป็นหลักจากที่ก่อนหน้านี้อินเดียผลิตเองใช้เองภายในประเทศ เมื่อมีน้ำตาลเหลือจึงส่งออก"
สำหรับสถานการณ์ของ3 ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ในตลาดโลก บราซิล ไทย และออสเตรเลียนั้น หากมองเป็นรายประเทศจะพบว่า บราซิลขณะนี้มีปริมาณอ้อยเพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วโดยบราซิลจะมีปริมาณอ้อยสูงถึง 580 ล้านตัน จะแบ่งไปทำน้ำตาล 50% และผลิตเอทานอล 50% บราซิลผลิตน้ำตาลได้ 28 ล้านตัน/ปี และมีการบริโภคน้ำตาลในประเทศประมาณ 12 ล้านตัน/ปี
ส่วนออสเตรเลียโตเต็มที่ในอุตสาหกรรมน้ำตาล มีการใช้ในประเทศประมาณ 800,000-900,000 ตัน ส่งออก/ปี 3.8-4.1 ล้านตัน สำหรับประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่เป็นที่สองของโลก แต่ยังมีปัญหานโยบายการส่งเสริมการใช้เอทานอลที่ยังเดินไม่สุดทาง
นายวิบูลย์ ยังกล่าวถึงผลผลิตน้ำตาลของไทยปี 2552/2553 ที่มองกันว่าจะไม่ได้ตามเป้านั้น น่าจะเป็นความจริง เพราะเดิมคิดว่าจะได้อ้อย 72-74 ล้านตันอ้อย แต่พอไปตัดอ้อยมาใช้จริง กลับพบว่าปริมาณอ้อยไม่ได้มีมากอย่างที่เห็น ขณะที่ผลผลิตอ้อย/ไร่ก็ลดลง โดยสาเหตุมาจากปัญหาภัยแล้งที่สภาพอากาศไม่หนาวเย็นเหมือนปีก่อนๆ และมีการปิดหีบเร็วกว่าปกติประมาณ 10 วัน ซึ่งปกติจะปิดหีบก่อนสงกรานต์ แต่ปีนี้ ต้นเดือนมีนาคมบางพื้นที่ก็เริ่มมีการปิดหีบไปแล้ว โดยเฉพาะในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะอ้อยหมดเร็ว
ขณะที่น้ำตาลก็มีปัญหาอยู่ 3 ส่วนหลักคือ 1. โรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตอาหาร ขนมและเครื่องดื่มสำหรับส่งออกที่เคยใช้สิทธิ์น้ำตาลโควตาค. (น้ำตาลส่งออกโดยโรงงาน)ซึ่งปกติจะมีสิทธิ์ใช้โควตาค.ประมาณ 400,000 ตัน ก็หันไปใช้โควตาก. แทน และเวลานี้ก็เพิ่งมีผู้มาใช้สิทธิ์โควตาค. เพียงแค่ 200,000 ตันเท่านั้น 2.มีการลักลอบโดยกองทัพมด เนื่องจากราคาในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าราคาในประเทศ 3.จากกระแสข่าวที่ออกมาพูดกันว่าน้ำตาลจะขาด ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก มีการซื้อน้ำตาลมากขึ้นกว่าเดิมและเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจดีขึ้นการบริโภคน้ำตาลก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งปี 2552/2553 ก็มีน้ำตาลโควตาก. ที่จัดสรรเพิ่มขึ้นแล้วจาก 19 ล้านกระสอบเพิ่มเป็น 21 ล้านกระสอบ
สอดคล้องกับที่นายพรศิลป์ แต้มศิริชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส-สายงานผลิตและเทคนิค และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่นแอลกอฮอล์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)(บมจ.)หรือ "เคเอสแอล" กล่าวว่าปีนี้ผลผลิต/ไร่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ 72-73 ล้านตันอ้อย น่าจะลงมาเหลือไม่เกิน 68 ล้านตันอ้อย ขณะที่คุณภาพอ้อยมีค่าความหวานโดยเฉลี่ยลดลง 1 ซีซีเอส ทั่วประเทศ ทำให้น้ำตาลลดลงไป 5-10 กิโลกรัม/ตันอ้อย สรุปผลที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ได้ปริมาณน้ำตาลน้อยลงด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,509
28 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|











