หนังสือพิมพ์ดิจิตอล
รับสมาชิกฉบับดิจิตอลออนไลน์ คลิ๊ก .. AIS Bookstore | Ookbee
Homeข่าวหน้า1คอลัมน์ : วิเคราะห์ บทสรุปค่าแรง300บ.บูเมอแรงย้อนกลับซ้ำเติมเศรษฐกิจ

บทสรุปค่าแรง300บ.บูเมอแรงย้อนกลับซ้ำเติมเศรษฐกิจ

พิมพ์

 นับจากที่รัฐบาลเดินหน้านโยบายประชานิยม "ขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ" เพื่อเอาใจฐานเสียงกลุ่มผู้ใช้แรงงาน  โดยประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรอบแรกวันที่ 1 เมษายน 2555 นำร่องด้วย 7 จังหวัด กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  ตามด้วยอีก 70 จังหวัดที่เหลือ มีผลทันทีวันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นการยกระดับค่าแรงขั้นต่ำให้มีอัตราค่าจ้างที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางเสียงโอดครวญของผู้ประกอบการ เพราะเป็นการให้นายจ้างควักกระเป๋าจ่าย โดยรัฐบาลได้คะแนนนิยม

alt    พอเริ่มคิกออฟก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จากบรรดานักวิชาการและภาคเอกชน โดยฝ่ายคัดค้านเห็นว่า มาตรการนี้จะทำให้คนตกงานเพิ่ม เพราะนายจ้างโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กรับภาระไม่ไหว ฉุดให้เศรษฐกิจประเทศหรือจีดีพี มีโอกาสลดลงกว่าเป้า มีการโยกย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะถดถอยลง อีกด้านก็มองว่าเป็นนโยบายที่ดี ทำให้ความเป็นอยู่ของแรงงานดีขึ้น และเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ขณะเดียวกันจะทำให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น ซึ่งถึงตอนนี้ผลเริ่มปรากฏชัดแล้ว  
-ออกตัวแรงแต่ไม่ราบรื่น
    ล่าสุดนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ที่ออกตัวแรง แท้จริงกลับไม่ได้ราบรื่นและเข้าเป้าอย่างที่หวัง แม้รายได้จากค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเป็นวันละ 300 บาท แต่ยอดเงินสุทธิในกระเป๋ากลับไม่เปลี่ยน หรือบางรายหดหายลงด้วยซ้ำ เนื่องจากนายจ้างปรับตัว ทั้งปรับรายได้จากสวัสดิการส่วนอื่นมาเป็นค่าแรงขั้นต่ำ ลดชั่วโมงทำงานล่วงเวลาลง เร่งทำงานในเวลาปกติเพิ่มขึ้น ที่หนักกว่านั้นคือเมื่อคำสั่งซื้อถดถอยจากเศรษฐกิจที่ซบเซา กลับถูกลดชั่วโมงทำงานหรือกระทั่งถูกเลิกจ้างกันแล้ว 
    เนื่องจากรัฐบาลประกาศใช้มาตรการค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ในจังหวะที่สภาวะแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก นับจากที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง  ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงคำสั่งซื้อสินค้าลดลง  ฉุดการส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ขีดความสามารถแข่งขันของไทยลดลง จากที่ต้นทุนรวมที่ดีดตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับกำลังซื้อภายในประเทศอยู่ในภาวะชะงักงัน 
    ดังจะเห็นได้จากเมื่อดูโค้งสุดท้ายปีนี้ ที่กำลังซื้ออยู่ในภาวะสวนกระแสไฮซีซัน  ผลส่วนหนึ่งมาจากภาคประชาชนมีหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะต้นเหตุจากการก่อหนี้ ทั้งจากนโยบายบ้านหลังแรก  หรือรถคันแรกที่มียอดผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 1.25 ล้านราย แต่มีผู้มาขอยกเลิกการใช้สิทธิ์แล้วราว 2 หมื่นราย และไม่ยืนยันใช้สิทธิ์อีก 1.3 แสนราย ทำให้มีรถรอส่งมอบยังค้างเติ่งคาในโกดังจำนวนมาก และมีความเป็นไปได้สูงที่จะลูกค้ารถคันแรกจะถูกทิ้งใบจอง ทำให้ค่ายรถต้องชะลอการผลิต พร้อมประกาศลดหรืองดโอที ลดกะการทำงานลง กระทบถึงกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ออร์เดอร์ร่วงลงตามมาติด ๆ ขณะที่อุตสาหกรรมสาขาอื่นก็อยู่ในอาการแตะเบรกด้วย    
-แห่เลิกจ้างรับมือเสี่ยง
    จากการเปิดเผยของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริหารบริษัท ไทยซัมมิทกรุ๊ปฯ หรือ "ไทยซัมมิท" ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ กล่าวยอมรับว่า  ที่ผ่านมาค่ายรถได้ชะลอการผลิตเพื่อรอระบายสต๊อกรถที่ค้างอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ ที่เป็นลูกค้าและอยู่ในช่วงระบายสต๊อกรถคันแรก ทำให้การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต้องชะลอตาม โดยคำสั่งซื้อชิ้นส่วนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาหดตัวลงแล้ว 18-20%  ทำให้ต้องลดแรงงานซับคอนแทร็กต์ (แรงงานรับเหมาช่วง) โดยเลิกจ้างไปแล้วราว 200 คน จากที่มีแรงงานซับคอนแทร็กต์ทั้งหมด 3 พันคน
    เช่นเดียวกับกรณีของ  นายสุรพร สิมะกุลธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กุลธร เคอร์บี้ จำกัด ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องทำความเย็น ฉายให้เห็นภาพทำนองเดียวกันว่า ผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลก และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นมา 40 % จากการปรับค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทอยู่ในภาวะถดถอย ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง เห็นได้จากยอดการผลิตปีนี้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 55 % ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ 10 ล้านเครื่องต่อปี จากที่ปีก่อนเคยเฉลี่ยอยู่ระดับ 60 % ทำให้ต้องเลิกจ้างแรงงานซับคอนแทร็กต์ลงแล้ว 500 คนจากโรงงานในกลุ่มทั้ง2แห่ง
alt -ดัชนีเชื่อมั่นวูบต่อเนื่อง
    โดยก่อนหน้านี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาระบุถึง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ลดลงจาก 91.9 ในเดือนกรกฎาคมลงมาอยู่ที่ 91.3 โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลง มาจากยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตและผลประกอบการ โดยดัชนี อยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 แล้ว และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 22 เดือน ขณะที่เดือนเดียวกันมีการผลิตเพียง 63.95 % เทียบกับปีที่แล้วช่วงเดียวกันอยู่ที่ 67.9 %  จากขีดความสามารถเต็มอยู่ที่ 100 % เนื่องจากภาคผลิตมีความกังวลต่อต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงอ่อนแรงของเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคส่งออกก็ชะลอตัวลง 
    การอ่อนแรงของระบบเศรษฐกิจทำให้กระทบถึงการจ้างงาน โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุถึงตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า มีการว่างงานเพิ่มขึ้น จาก 0.6 % ช่วงเดียวกันปีที่แล้วเพิ่มเป็น 0.8 %   หรือว่างงานจำนวน 2.24 แสนคน
    อย่างไรก็ตามการปรับค่าแรง 300 บาททั่วประเทศนั้น หากดูตามนโยบายแล้วถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี   เพียงในช่วงที่ผ่านมานอกจากปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้อ  ขณะที่รัฐบาลก็ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าได้ ทำให้ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว  ส่งผลให้เม็ดเงินสุทธิในกระเป๋าของผู้ใช้แรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง
    ซึ่งเรื่องนี้ นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ถึงปลายปี 2556 คาดว่าจะมีแรงงานซับคอนแทร็กต์ที่ถูกเลิกจ้าง หรือถูกส่งคืนจากภาคการผลิต กลับไปยังบริษัทที่รับบริหารจัดการแรงงานซับคอนแทร็กต์ถึง 1 หมื่นคนทั่วประเทศ และเมื่อโฟกัสไปที่อุตสาหกรรมรายสาขาพบว่า เบื้องต้นมีกลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้างกระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เป็นโออีเอ็ม(รับจ้างผลิต)
    "เวลานี้แรงงานรับเหมาช่วงถูกนายจ้างลดสวัสดิการลง จนเหลือรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 1 หมื่นบาท ขณะที่นายจ้างจำเป็นต้องบริหารต้นทุนรวม ในยามที่คำสั่งซื้อลดลง  หากเป็นไปได้รัฐบาลไม่ควรจะปล่อยปัญหาไปตกอยู่ที่นายจ้างอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นทั้งนายจ้างและลูกจ้างจะอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็จะลามถึงการจัดเก็บภาษีเงินได้ของรัฐบาลที่ลดลง"
-ปรับก้าวกระโดด
    ด้านนักวิชาการ   นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินนโยบายค่าแรง 300 บาท อีกครั้งว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทครั้งนี้ เป็นการปรับค่าแรงที่ก้าวกระโดดเกินไป ทำให้มีบางบริษัทรับมือไม่ไหวจนต้องปิดกิจการไป ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ซึ่งความจริงแล้วควรจะปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ให้ดูที่ระดับเงินเฟ้อและดูที่ประสิทธิภาพในการผลิต ขณะที่นโยบายรถคันแรก เป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสมมาตั้งแต่แรก เพราะที่จริงแล้วไทยควรจะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนส่งมวลชน ทั้งกทม.และเมืองใหญ่ โดยใช้รถประจำทางที่มีคุณภาพสูงมากกว่า
    รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจธุรกิจ กล่าวว่า ปี 2555 ที่เศรษฐกิจขยายตัวมาก มาจากผลต่อเนื่องของนโยบายรากหญ้า ทั้งบ้านหลังแรก  รถคันแรก และปรับค่าแรงขั้นต่ำ แต่พอมาปี 2556 แรงส่งจากนโยบายดังกล่าวเริ่มอ่อนแรงลง  ส่วนหนึ่งมาจากที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ แต่ไม่ได้เพิ่มผลิตภาพของคน ทำให้ขีดความสามารถในการผลิตลดลง แข่งขันไม่ได้   เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น มีการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้เกิดหนี้ครัวเรือน ซึ่งจะเห็นว่าปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นนโยบายดีแต่กลับไปลดขีดความสามารถในการแข่ง
    เกือบครบ 1 ปีเต็มของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ  ผลที่ออกมาจากนโยบายนี้แม้เป็นแนวคิดที่ดี เพียงแต่รัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการได้ครบด้าน โดยเฉพาะการควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ขยับตัวสูงขึ้น บวกกับเมื่อแรงกระตุ้นจากนโยบายประชานิยมอ่อนแรงลง  ประกอบกับเป็นจังหวะที่ภาคการผลิตถูกซ้ำเติมด้วยเศรษฐกิจ ที่ตกหลุมอากาศจนออร์เดอร์ร่วง ยอดขายหด  ทำให้นโยบายที่หวังจะฉุดให้แรงงานลืมตาอ้าปากได้กลับไม่เป็นไปตามนั้น เมื่อเงินในกระเป๋าแรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง เป็นคำตอบ สุดท้ายว่า ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปแล้วนั้น คนงานไม่เหลือเงินติดกระเป๋าอยู่ดี !

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,888 วันที่  17-19 ตุลาคม  พ.ศ. 2556

 

Read : 13125 times

jL Poll Module1

คิดอย่างไร คสช.สั่งยุบเลิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.)


 

Poll (2)

ให้อำนาจคสช.คุมรัฐบาลได้ ท่านคิดว่าหน.คสช.จะนั่งควบเก้าอี้นายกฯด้วยหรือไม่
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*