หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2558
menu for mobile

 
   

กลุ่มเพื่อน Shambolic เชิญชวนร่วมซื้อเสื้อจากเพื่อนเพื่อเพื่อน
Home AEC news

แววเตรียมขยายฐานผลิตในเมียนมาร์

พิมพ์

แววเตรียมขยายฐานผลิตในเมียนมาร์

  
อัญชิสา ศิริเชาวนิชการ อัญชิสา ศิริเชาวนิชการ     คุณอัญชิสา ศิริเชาวนิชการ ทายาทรุ่นใหม่และกรรมการ บริษัท ปาล์ม ออยล์ เอ็นเนอร์ยี่ อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันพืช "แวว" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงการเตรียมพร้อมในการรับมือกับการเกิดขึ้นของ AEC ด้วยแผนการขยายการลงทุนกับพันธมิตรเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน และการเพิ่มศักยภาพของตนเองเพื่อให้สามารถรับมือกับคู่แข่งได้

    ภาพรวมของธุรกิจผลิตน้ำมันปาล์มเป็นอย่างไร?
    หาก AEC เป็นการเปิดประเทศโดยสมบูรณ์ก็จะเป็นประโยชน์กับเราในแง่ของการได้มาซึ่งวัตถุดิบที่มีต้นทุนที่ต่ำลง เพราะฉะนั้นราคาก็จะมีประโยชน์กับเรามากขึ้น แต่ว่าทีนี้อุปสรรคก็มี อย่างเช่น การที่น้ำมันปาล์มยังเป็นสินค้าควบคุม เหมือนเรายังพัฒนาอยู่ คือ ถ้าพูดถึงชาวสวนในประเทศไทยยังไม่พัฒนาเท่ากับประเทศที่เป็นผู้นำทางน้ำมันปาล์มของโลก อย่างเช่น มาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เพราะตอนนี้อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ยังได้รับการควบคุมและดูแลจากรัฐบาล เมื่อราคาปาล์มตก รัฐบาลก็ไป แทรกแซง เช่น การประกันราคา ให้กำหนดราคารับซื้อของผู้ผลิต แล้วยังมีการชดเชยผู้ผลิตเนื่องจากราคาสูงเกินไป ทำให้ทุกคนเหมือนยังไม่ยืนอยู่ด้วยตัวเอง คิดว่าหากปล่อยให้ราคาของปาล์มเป็นไปตามกลไกของตลาดอย่างที่ควรจะเป็น ยังมีอยู่ว่า บางทีชาวสวนยังไม่เข้าใจเรื่องการตัดผลปาล์ม ห่วงแต่ว่าได้กี่โลก็ตัดผลปาล์มที่ยังดิบ น้ำมันไม่ได้เต็มที่ แต่จริงๆ ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด และให้เขาพัฒนาไปในส่วนที่เขาสมควรจะพัฒนา อย่างเช่นการปลูกปาล์มที่ดี มีคุณภาพ การคัดสรรปาล์ม จะปลูกอย่างไร จะเลือกผลปาล์มอย่างไร จะตัดตอนไหนถึงจะได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันมาก ไม่ใช่ช่วงนี้ได้ราคาดีก็ตัดมันตอนดิบๆ ก็ได้สัก 5-6 กก. สิ่งที่น่ากลัวคือ  ถ้า AEC มาถึงแล้ว เกิดเปิดจริงๆ ถามว่าแล้วชาวสวนเราต้องไปแข่งกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็น่าห่วงเหมือนกัน

    การปลูกปาล์มในมาเลเซีย และอินโดนีเซียแตกต่างกับประเทศไทยอย่างไร
    ประการแรกเขามี R&D ทางด้านพันธุ์ปาล์มที่ไม่ให้นำพันธุ์ออกจากประเทศเลยนะ คือ 1. เป็นพันธุ์ที่เขาคิดค้นมาว่าจะได้น้ำมันเปอร์เซ็นต์สูงมาก 2. วินัยในการเก็บเกี่ยวและค้าขาย เช่น ถ้ายืดระยะเวลาการตัดออกไปอาจจะได้น้ำมันเยอะ และ3. ภูมิประเทศที่เหมาะสำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันที่มากกว่า  ซึ่งน้ำนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ หรือพื้นที่นั้นๆ มีการบริหารน้ำที่ดีมากๆ ถึงแม้ปาล์มสามารถทนความแล้ง แต่ว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ชอบน้ำมากๆ และปลูกได้แค่ในประเทศแถบฤดูร้อนและชื้นที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ คือมีแค่กว่า 40 ประเทศที่สามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้ ซึ่งในภูมิภาคนี้ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และ บางพื้นที่ในลาวและเวียดนาม

    มีแผนที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเหล่าหรือไม่?
    จากการที่"แวว"ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลานาน หัวใจสำคัญของธุรกิจผลิตน้ำมันปาล์มก็คือ การหาแหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอและมีคุณภาพที่ดี เราจึงเริ่มวางแผน การขยายฐานการผลิตเข้าไปในประเทศเหล่านี้ เพราะในปัจจุบันเรามีพื้นที่ปลูกปาล์มในเฉพาะภาคใต้ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ทำให้เราต้องมองหาโอกาสในการขยายแหล่งวัตถุไว้หลายประเทศ ทั้งลาว เวียดนาม เมียนมาร์ แต่เท่าที่ศึกษาภูมิประเทศ เมียนมาร์เหมาะสมที่สุด ในด้านการคมนาคมและภูมิประเทศที่ติดแม่น้ำ
    แผนการขยายฐานการผลิตครั้งนี้มีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจด้วยการร่วมทุนกับผู้เชี่ยวชาญ คือ คุณนิคม กนกไพพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท N.K. Fishmeal Co., Ltd. และนรเศรษฐ จินดาอุดมเศรษฐ กรรมการบริษัท ดาว ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ทั้ง 2 ท่านมีความมั่นใจในศักยภาพของเมียนมาร์เป็นอย่างดี โดยในการขยายตัวเราจะขยายไปที่ Tanintharyi ในประเทศเมียนมาร์ บนพื้นที่กว่า 300,000 ไร่ ซึ่งติดกับชายแดนประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าถ้าเราไปก็ทำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อย่างที่บอกว่าเราต้องสู้เรื่องต้นทุนการผลิต กับประเทศที่เขาเป็นผู้นำในด้านน้ำมันปาล์มเหมือนกัน ก็คงจะต้องเริ่มตั้งแต่ แหล่งเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน สร้างโรงงานสกัด โรงกลั่น และการจัดจำหน่าย ทำต้นน้ำยันปลายน้ำ ซึ่งใน Tanintharyi นี้ยังต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายอย่าง เช่น ถนนหนทางซึ่งตอนนี้มีบริษัทที่ได้สัมปทานทำถนนแล้ว และไฟฟ้า ซึ่งหากสร้างโรงไฟฟ้า Bio Mass ที่สามารถใช้ผลิตผลจากปาล์มน้ำมันได้ก็จะเป็นผลดีกับเรา
    จากการสำรวจ เมียนมาร์มีสวนปาล์มขึ้นอยู่เยอะมาก ซึ่งปัญหาของเมียนมาร์อีกอย่างคือ มีชาวไร่ชาวสวนที่ปลูกปาล์มแต่ไม่รู้จะขายใครไม่มีโรงสกัด ทุกวันนี้คือโยนทิ้ง อย่างลูกปาล์มตัดแล้วต้องนำไปสกัดไม่เกิน 48 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นสวนปาล์มกับโรงสกัดมักจะอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ตอนนี้มันไม่มีโรงสกัดที่อยู่แถวนั้นเพราะฉะนั้นชาวสวนตรงบริเวณนั้นเหมือนแทบจะทิ้งปาล์มเพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปเริ่มสำรวจว่าแถวไหนมีปาล์ม ในระหว่างที่เรารอต้นปาล์ม ต้นปาล์มจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ 3 - 30 ปี

    แหล่งผลิตใหม่ในประเทศเมียนมาร์จะถูกจัดจำหน่ายไปยังช่องทางใด?
    ตามแผนที่วางไว้ น้ำมันพืชที่กลั่นได้ จะถูกขายออกเป็น 3 ช่องทาง คือ 1.จัดจำหน่ายในประเทศเมียนมาร์ ที่นิยมบริโภคน้ำมันพืชเป็นอย่างยิ่งและมีจำนวนประชากรกว่า 60 ล้านคน มีการนำเข้าน้ำมันที่สูงอย่างต่อเนื่องและ ที่สำคัญคนเมียนมาร์นิยมบริโภคสินค้าไทยเพราะยอมรับในคุณภาพของสินค้า จึงเป็นตลาดที่สำคัญของเรา ช่องทางที่ 2 คือ นำกลับเข้ามาขายในประเทศไทย ซึ่งคงต้องรอการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศอยู่ เพราะเนื่องจากน้ำมันพืชปาล์มเป็นสินค้าที่ควบคุมโดยรัฐบาล และ ช่องทางที่ 3 คือ ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งตลาดหลักๆจะเป็นในทวีปเอเชียเพราะมีพฤติกรรมการบริโภคที่คล้ายคลึงกัน

    มีแผนอย่างไรกับตลาดในประเทศหรือไม่?
    ในประเทศ เราจะรักษาฐานและสร้างความแข็งแรงให้กับตัวเองมากขึ้น โดยพยายามเพิ่มในส่วนแบ่งตลาดของประเทศ ซึ่งเราก็ทำได้ค่อนข้างดีในขณะนี้จนเราต้องขยายโรงสกัดน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 1 โรงที่จังหวัด นครศรีธรรมราช จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 2 โรงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะเมื่อมีการเพิ่มในส่วนของการสกัดแล้วถ้ายังสามารถเพิ่มสัดส่วนการขายได้ เรามีแผนที่จะขยายในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 1 โรงด้วยในอนาคต และเราต้องมองต่อไป  ว่าเราคงต้องทำเรื่องไบโอดีเซลเหมือนกัน หากทำตามที่วางไว้ได้จะทำให้ห่วงโซ่ของน้ำมันไทยแข็งแกร่งทั้งวงจร และจะส่งให้เราสามารถรับมือกับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ภายใต้การมาถึงของ AEC

 

■ คอลัมน์ : สัมภาษณ์ / ■ THAN AEC
■ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ AEC world ปีที่33 (1) ฉบับที่ 2,845 (12) วันที่ 19 - 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

 

Read : 3231 times



jL Poll Module1

คลังเล็งเทขายหุ้นหาเงินใช้หนี้ประเทศ ท่านมีความเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ควรทำตอนไหน
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*