หนังสือพิมพ์ดิจิตอล
รับสมาชิกฉบับดิจิตอลออนไลน์ คลิ๊ก .. AIS Bookstore | Ookbee
HomeBreaking Newsข่าวในประเทศ 'กิตติรัตน์'เตรียมชงเม.ย.นี้ แก้กฎหมายกบข.-ประกันสังคม

'กิตติรัตน์'เตรียมชงเม.ย.นี้ แก้กฎหมายกบข.-ประกันสังคม

พิมพ์

'กิตติรัตน์' แช่แข็งกอช. ผนึกกระทรวงแรงงาน หยิบช่องมาตรา 40 ระบบประกันสังคม เพิ่มทางเลือกที่ 3 จูงใจอาชีพอิสระออมเงินเพื่อวัยเกษียณ  เล็งเม.ย.นี้

  ชงเสนอครม. พร้อมยันแก้กฎหมาย กบข. และปรับวิธีการ ยันข้าราชการก่อนปี 40 ไม่เสียประโยชน์ ด้านอดีตรมว.คลัง' กรณ์ 'แจงรัฐริดรอดสิทธิ หากล้มกฎมาย ขณะที่ภาคประชาชนเตรียมร้องปปช.

 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการออมแห่งชาติ (กอช.)  ที่ได้ประกาศเป็นกฎหมายมาแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องยากแต่ส่วนตัวเห็นว่า บางเรื่องถ้าจะเริ่ม ก็ขอให้เริ่มอย่างมั่นใจ ถ้าเริ่มแล้วและจะเกิดปัญหาในอนาคตที่ต้องตามแก้ไขกันย้อนหลัง คล้ายกรณี กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)  ขอให้พิจารณาให้รอบคอบก่อน                 และเมื่อได้สำรวจในระบบของรัฐบาล ที่มีการสนับสนุนให้เกิดการออม ในลักษณะที่รัฐบาลสนับสนุนให้กลุ่มอาชีพอิสระ และการดำเนินการตามแนวทาง กอช. ว่ามีส่วนคล้าย ซ้ำซ้อนหรือส่วนเสริมกันอย่างไร  เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้างหน้า

โดยพบว่า ยังมีในส่วนของกระทรวงแรงงาน ที่มีการดำเนินงานระบบประกันสังคม มาตรา 40 ให้สิทธิของบุคคลที่มีอาชีพ เช่นเดียวกับกลุ่มเป้าหมายของ กอช. และพบผู้มีอาชีพอิสระเข้ามาเป็นสมาชิกตามแผน 1 และแผน 2 ตามระบบประกันสังคม มีจำนวนเพียง 1.7 ล้านคนเท่านั้น แต่มองว่า กลุ่มเป้าหมายควรจะมีมากถึง 30 ล้านคน

อีกทั้งกฎหมาย กอช. ยังพบปัญหาและกังวลว่า  ในกรณีถ้าสมาชิก กอช. จะต้องไม่เป็นสมาชิกของระบบอื่นๆ แล้วถ้าเป็นสมาชิกระบบประกันสังคม ตามมาตรา 40  จะไม่รับเข้ามาเป็นสมาชิกในระบบ กอช. หรือไม่ ก็ยังไม่มีความชัดเจน                                                                                                                                             

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า  ล่าสุด กระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงาน ได้ทำความเข้าใจและมีแนวทางร่วมกันที่จะส่งเสริมการออมกับผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยรัฐร่วมจ่ายสมทบว่า ก่อนที่จะเริ่มเดินหน้า กอช. ขอให้ทางกระทรวงแรงงาน ดำเนินการตามระบบประกันสังคม ตามมาตรา 40 ก่อน แต่ให้ช่วยปรับพิ่มทางเลือกที่ 3 ที่สร้างแรงจูงใจ มุ่งเน้นการออมอย่างจริงจัง ให้เหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากลูกจ้างจ่ายสมทบเพิ่มนายจ้างจ่ายเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน และมีลักษณะใกล้เคียงกับ กอช. บางส่วนแล้ว คาดว่าจะสรุปรูปแบบได้เร็วนี้ เพื่อเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในเดือน เมษายนนี้  และจะเสนอกฤษฎีกาแก้กฎกระทรวง ออกประกาศบังคับใช้ได้ทันที

“ตามระบบกองทุนประกันสังคม ทางเลือกที่ 1 และ 2 รัฐบาลกำหนดเงินสมทบไว้จำกัดมาก  หากผู้ออม 30 บาท หรือ 100 บาทหรือ 200 บาท รัฐก็จ่ายเงินสมบท 20 บาทต่อเดือน เท่านั้น จึงเกิดปัญหาว่า รัฐสมทบแค่ 20 บาท จะช่วยสนับสนุนการออมจริงจังแค่ไหน  ส่วนระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างเท่าไหร่ นายจ้างจะต้องใส่ให้เท่ากันหรือมากกว่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในสัดส่วน 100:100 ทั้งที่จริงๆแล้ว ลูกจ้างออมน้อย ก็ไม่จำเป็นที่นายจ้าง ต้องจ่ายให้น้อย”  

                
ส่วนจะล้มกฎหมายกอช. เลยหรือไม่นั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ยังไกลเกินไปที่จะตอบ หากมีการแก้ไขอย่างถูกต้องจนสามารถดำเนินตามกฎหมายเดิมที่จะช่วยสนับสนุนการออมของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อการมีรายได้ที่ดีหลักเกษียณอายุ มีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว จากนั้นในส่วน กอช จะพิจารณาต่อไปว่า ควรจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เพราะกฎหมายกว่าจะผ่านสภาฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องดูให้รอบคอบ

“ของเก่าที่มีอยู่แล้วยังพิสูจน์ไม่ได้ แล้วจะเดินของใหม่ที่มีอยู่ไปข้างหน้า จะไม่ได้รับผลลัพธ์หรือไม่ จึงยอมรับข้อติติงที่ทำไมยังไม่เดิน ดีกว่าที่จะเดินแล้วเกิดปัญหาในวันข้างหน้า กลายเป็นการทิ้งปัญหาใหม่ ให้กับคนข้างหน้าต้องแก้ไข”

สำหรับระบบกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ระบุ แนวทางการช่วยเหลือไว้ 2 แผน  คือ แผน 1 เงินออม 100 บาทต่อเดือน  ผู้ออมสมทบ70 บาท รัฐบาลสมทบอีก  30 บาท ไม่ได้รับการดูแลหลังเกษียณ  และแผน 2 เงินออม 150 บาทต่อเดือน โดยเงินออม 100 บาทแรก จ่ายสมทบตามแผน 1  ส่วนเงินออม 50 บาทหลัง ผู้ออมสมทบ 30 บาท รัฐบาลสมทบอีก 20  ได้รับดูแลหลังวัยเกษียณแต่เงินออมน้อย

“รัฐบาลไม่ได้มีแต่กินบุญเก่า แต่ก็มีกรรมเก่า บางเรื่องไว้ไม่ชัดเจนที่ต้องมานั่งแก้ไขปัญหาในปัจจุบันและทิ้งค้างต้องแก้ในอนาคต รวมถึงการจัดสรรงบมาให้เพียงพอ ที่ต้องมาสมทบในส่วนที่ตัดสินใจเดินด้วย ดังนั้นการตัดสินใจเดินหน้าและส่งเสริมจริงจัง เพียงแค่ต้องการมีคนเข้ามาแค่ 1 ล้านคน จะได้ไม่ต้องจัดสรรงบมาสนับสนุนมากนัก เห็นว่า เป็นการไม่จริงใจกับนโยบายที่เดิน”  

 นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อไปว่า  ขณะเดียวกันกระทรวงการคลัง กำลังพิจารณาแนวทางแก้ไขพระราชบัญญัติและปรับปรุงแนวทางให้ผู้ที่เคยเลือกเข้ามาในระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่เข้ามาเป็นสมาชิกก่อนปี 2540  นั้นจะไม่เสียประโยชน์แน่นอน                                                                         

ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไร ขณะนี้ยังไม่ขอเปิดเผย เพราะต้องรอข้อสังเกตระยะสุดท้ายที่กรมบัญชีกลาง และนางสามสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง จะหารือกับสมาชิก กบข. กลุ่มนี้อีกครั้งก่อน จากนั้นเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และเสนอเข้าสภาฯ ด้วยในเร็วนี้  

หลังจากปี 2551 เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และมีข้าราชการ จำนวน 1 ล้านคน ที่ตัดสินใจขยับออกจากระบบบำเหน็จบำนาญ เข้าสู่ระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.)  เห็นว่า เป็นการตัดสินใจนั้นผิดพลาดและเสียประโยชน์

นอกจากนี้ในกฎหมายกองทุน กบข. ยังพบว่า หากรัฐบาลยังตั้งสำรองไว้ที่ 20% ของงบประมาณจ่ายบำเหน็จบำนาญ และต่างต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนกบข. นั้น เป็นเงินสำรองที่น้อยเกินไป จนเป็นเหตุให้การจัดสรรงบประมาณจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการจะมาก แม้ว่ารวมกับเงินสำรองเอาที่ไว้ โดยบ้างปีงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการสูงจนเป็นที่น่าตกใจ โดยเฉพาะในปี 2578  มีความต้องการเงินงบประมาณไปจัดสรรสูงกว่า 8 แสนล้านบาท ซึ่งในเวลานั้น คงไม่ได้มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีสูงถึง 7-8  ล้านล้านบาทแน่นอน

 แต่เมื่อยังคงต้องการเงินงบประมาณส่วนนี้ไว้ที่  8 แสนล้านบาท ดังนั้นในปีงบประมาณ 2557  เป็นต้นไป ก็จะจัดสรรงบประมาณสมทบกองทุน กบข. อีกประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านบาท  จะสามารถดูแลสัดส่วนภาระงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการราบเรียบและไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลในอนาคต

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า  ก่อนที่จะยกร่างกฎหมาย กอช.  ได้วางเป้าหมายกฎหมายนี้  โดยประชาชนผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ทำเรื่องร้องเรียนเข้ามาว่าอยากได้ระบบการออมสินโดยรัฐสมทบ เพื่อการเกษียณอายุ และเคยคิดจะใช้ระบบประกันสังคม มาตรา 40 แทนกองทุนนี้ แต่ผู้ร้องเรียนกลุ่มนี้ เสนอว่า ได้สิทธิ์ไม่เหมือนกัน และรูปแบบกอช. จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

 และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลจะต้องดำเนินการภายใน 360 วัน แต่ขณะนี้ก็ได้ล่วงเลยมานานแล้ว รัฐบาลชุดนี้ก็ยังไม่ปฏิบัติ ซึ่งการที่ รมว.คลัง ไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ได้มีความผิดระบุไว้  แต่หากมีการร้องเรียนกับ ปปช.  จะเกิดผลอย่างไร ขณะนี้ภาคประชาชน กำลังเตรียมยื่นร้องเรียนกับปปช.

นายกรณ์  มองว่า  ความพยายามที่รัฐบาลพยายามจะล้มกฎหมาย กอช.  เป็นการดิ้นรนทางการเมือง ไม่รู่ว่าคุณกิตติรัตน์ มีปมด้อยอะไรหรือไม่  เพราะกฎหมายนี้ไม่ออกในสมัยที่คุณกิตติรัตน์เป็น รมว.คลัง  หากคุณกิตติรัตน์ จะแก้ไขอะไรเพิ่มเติม ก็ยังมีช่องทางในสภาฯ ให้ดำเนินการได้  แต่เมื่อคุณกิตติรัตน์ ไม่ทำตามกฎหมายนี้ จึงเป็นการลิดรอนสิทธิประชาชน และใช้อำนาจ รมว.คลัง คือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

 "คุณกิตติรัตน์ ต้องปฏิบัติกฎหมายที่ออกบังคับใช้โดยสภาฯ ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่ารัฐมนตรีว่าการกระกระทรวงการคลัง  เพื่อประโยชน์ของคนกว่า 25 ล้านคน การที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายถือ ว่าขัดควมต้องการและริดรอนสิทธิประโยชน์ของประชาชน อีกทั้งยังใช้อำนาจเหนือสภาฯ”  

 


 

 

Read : 1048 times

jL Poll Module1

ถ้าต้องเลือกอยากได้ภาษีใหม่ตัวไหนก่อน


 

Poll (2)

ดูความรุนแรงการระบาดอีโบลาแล้ว เชื่อว่าจะสกัดไม่ให้เข้าไทยได้ไหม
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*