ผู้ว่าการ ธปท. เปิดวิสัยทัศน์ปี 56 ย้ำจุดยืนตลอด 70 ปี สร้างสมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินไทย พร้อมจับตาความท้าทาย 3 ด้าน อัตราแลกเปลี่ยน-สถาบันการเงิน-ระบบชำระเงิน รับมือความเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจโลก รองรับการเติบโตจีดีพีพื้นที่ต่างจังหวัด
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงนโยบายเรื่อง "ทิศทางการดําเนินนโยบายของ ธปท. ในปี 2556" โดยระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2556 โดยภาพรวมมีความเสี่ยงลดลงจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยการบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรกที่มีผลต่อเนื่อง การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะบังคับใช้ในปีภาษี 2556 การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี การซ่อมสร้างในบางอุตสาหกรรมที่ยังไม่เสร็จสิ้น รวมทั้งการลงทุนที่สืบเนื่องจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ขณะที่ภาคการส่งออกจะเริ่มทยอยฟื้นตัวจนกลับมามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
|
|
สำหรับความท้าทายกับการดําเนินนโยบายในปีนี้ ธปท.แบ่งความท้าทายออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน โดยความท้าทายแรกคือการรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง ทั้งนี้ การกําหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นต้นทุนในการกู้ยืมไว้ในระดับต่ำนานเกินไปอาจจูงใจให้ภาคเอกชนก่อหนี้เกินควร หรือกระตุ้นให้ผู้ฝากหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ามากขึ้น และอาจนําไปสู่การสะสมความไม่สมดุลในระบบการเงินหรือภาวะฟองสบู่ได้ในอนาคต ธปท.จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ
ส่วนความท้าทายที่สองคือการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความผันผวนมากขึ้น ซึ่ง ธปท. ได้ติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบของค่าเงินบาทต่อภาคเศรษฐกิจจริง ที่สําคัญคือการวางโครงสร้างและเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคเอกชน เช่น มาตรการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยจะผ่อนคลายหลักเกณฑ์ด้านเงินทุนขาออกตามแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังทยอยปรับปรุงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา พร้อมสนับสนุนให้คนไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นชําระค่าสินค้า โดยเริ่มจากการใช้เงินหยวนเป็นการนําร่อง รวมทั้งลดอุปสรรคในส่วนของระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี (AEC)
2.ด้านนโยบายสถาบันการเงิน แม้ระบบสถาบันการเงินไทยจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างดีมาโดยตลอด แต่ยังมีหลายจุดที่ต้องผลักดันต่อเนื่อง โดยธปท.จะหารือและร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการขยายบทบาทให้ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) ให้บริการสินเชื่อเพื่อกลุ่มคนรากหญ้า (ไมโครไฟแนนซ์) โดยใช้รูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมกับลักษณะของความเสี่ยงและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
นอกจากนี้ ภายในไตรมาส 1/56 จะกําหนดกรอบการให้ใบอนุญาตแก่สาขาธนาคารต่างประเทศที่จะเข้ามาดําเนินการในประเทศไทย ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 2 อีกทั้งจะมีการกําหนดกรอบเจรจาเพื่อเอื้อให้ธนาคารพาณิชย์ไทยสามารถขยายธุรกิจตามการเปิดเสรี Qualified ASEAN Bank (QAB) ภายใต้เออีซี โดยคาดว่ากระทรวงการคลังจะสามารถพิจารณาได้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/56 และเริ่มดำเนินการได้ภายในครึ่งหลังของปี 2556 หรือต้นปี 2557
และ3. ด้านนโยบายระบบการชําระเงิน ซึ่งปีนี้ ธปท. ตั้งเป้าขยายระบบการหักบัญชีเช็คด้วยภาพ ( ICAS) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียกเก็บเช็คข้ามจังหวัด จากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 3-5 วันทําการ จะเหลือเพียง 1 วันทําการ เพื่อสนับสนุนให้เงินหมุนเวียนในระบบเร็วขึ้น ต้นทุนลดลง และส่งเสริมให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ รวมทั้งส่งเสริมการใช้บริการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อทดแทนการใช้เงินสด โดย ธปท.จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนบริการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ และการยกระดับระบบการชําระเงินไทยให้เอื้อต่อการทําธุรกรรมเงินตราต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
"ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคเอเชีย ทำให้มีทั้งความท้าทายที่ต้องเผชิญ และโอกาสที่ต้องเอื้อมคว้าไว้จำเป็นที่ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือและการประสานงานกันเชิงนโยบายอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ ไม่ถือ "ฉัน" ถือ "เธอ" แต่ถือ "เรา" เป็นที่ตั้ง เพื่อนํามาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชนไทย"
นายประสาร กล่าวต่อไปอีกว่า พันธกิจหลักที่ ธปท.ยึดมั่นมาตลอด 70 กว่าปี คือการดํารงไว้ซึ่งเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศไทยกําลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเชื่อมโยง ทั้งการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการเงินกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน หรือกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ที่ขณะนี้เริ่มเห็นการค้าการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้นชัดเจน หรือการเชื่อมโยงภายในประเทศสะท้อนจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ขยายไปในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความเชื่อมโยงดังกล่าวจะมีความซับซ้อนขึ้น และอาจนําไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบ หากขาดความสมดุล โดยแม้จะเป็นการก่อตัวจากจุดเล็กๆ แต่ความเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อนก็อาจนําไปสู่ความไร้เสถียรภาพของระบบได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,812 วันที่ 24 - 26 มกราคม พ.ศ. 2556




