หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ข่าวหน้า1 คอลัมน์ : วิเคราะห์ ยุทธศาสตร์บีโอไอใหม่ ถูกทิศแต่มาผิดเวลา

ยุทธศาสตร์บีโอไอใหม่ ถูกทิศแต่มาผิดเวลา

พิมพ์
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 

หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดห้องสัมมนารับฟังความคิดเห็น ถึงยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ในระยะ 5 ปี (2556-2560) จากภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

alt เพื่อผลักประเทศไทยให้ก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง(Middle Income Trap) และเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยให้สูงขึ้น แต่การยกเลิกมาตรการส่งเสริมการลงทุนเดิม และออกมาตรการตามยุทธศาสตร์ใหม่ดังกล่าว  ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเกิดอาการ "ช็อก" เพราะปรับตัวไม่ทัน และวิตกว่าจะทำให้ความน่าลงทุนของไทยในสายตาต่างชาติถอยหลังไปด้วย
       ล่าสุด 22 มกราคม 2556 "ฐานเศรษฐกิจ" จัดเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง "ฟังเสียงเอกชน เมื่อบีโอไอเลิกส่งเสริม-เลิกโซนนิ่ง" โดยมีผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมรายสาขาร่วมแลกเปลี่ยน ประกอบด้วย นางฉวีวรรณ คำพา  นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการฉวีวรรณกรุ๊ป    นายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท อุตสาหกรรมถุงพลาสติกไทย จำกัด และประธานกิตติมศักดิ์  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)  นายธำรง ธิติประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และน.พ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช เลขาธิการสมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดยเห็นในทางเดียวกันว่า เห็นด้วยกับเป้าหมายการส่งเสริม แต่การยกเลิกมาตรการเก่าและออกมาตรการใหม่อย่างฉับพลันทันที ทำให้เกิดความสับสน กลับไปกลับมาหรือขัดกันเอง  ไม่ลงลึกในรายละเอียดพอทำให้เกิดผลกระทบผู้ประกอบการ จึงจะรีบหาข้อสรุปเสนอรัฐบาลให้ทบทวนโดยเร็วที่สุด
 

- ลิ้นห้อยเจอ 6 เด้ง
    โดยนางฉวีวรรณให้ความเห็นว่า ในส่วนของกลุ่มปศุสัตว์นั้น หากบีโอไอยกเลิกส่งเสริมลงทุนในกิจการฆ่าและชำแหละสัตว์ และรวมถึงการผลิตอาหารสัตว์ด้วย จะส่งผลกระทบกับผู้ลงทุนใหม่ และผู้ที่ต้องการจะขยายการลงทุนเพิ่ม ที่จะต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้น จากการนำเข้าเครื่องจักรต่าง ๆ ในกรรมวิธีการทำไก่สุกเพื่อการส่งออกกว่าหมื่นราย โดยจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เนื่องจากทุกขั้นตอนต้องใช้เครื่องจักร และใช้วัตถุดิบจากการนำเข้า เช่น กากถั่วเหลืองในการผลิตอาหารสัตว์
    อย่างไรก็ตาม เกษตรปศุสัตว์ของไทยเปรียบเสมือนครัวของโลก หากยกเลิกส่งเสริมบางกิจการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้  จะทำให้หลังการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ  เออีซี ในปี 2558  ผู้ประกอบการไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้  ในขณะที่ปัจจุบันเราเจอผลกระทบอยู่แล้ว 5 เด้ง คือ  1.ต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่สูงขึ้น  2. ราคาวัตถุดิบ เช่น อาหารสัตว์ที่ได้ปรับราคาขึ้นแล้ว 3. ค่าเอฟทีไฟฟ้าที่สูงขึ้น 4. ต้นทุนด้านพลังงานอื่น และ 5. เงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบัน ถ้าเลิกให้ส่งเสริมการฆ่าและชำแหละสัตว์อีก จะเป็นเด้งที่ 6 ที่จะตามมาในปีนี้
     หากไม่ได้รับการยกเว้นภาษี จะทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นทันที แต่หากได้รับส่งเสริมภาษีอากรนำเข้าเครื่องจักร 5% จะได้รับการยกเว้น
-ไปเพื่อนบ้านตลาดไม่เอื้อ
    ด้านนายสมศักดิ์ ในฐานะตัวแทนกลุ่มกิจการผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วยพลาสติก กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก มีผู้ประกอบการประมาณ 3-4 พันราย โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ประมาณ 80% และเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางประมาณ 15% ส่วนที่เหลือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 5% โดยปัจจุบันมีมูลค่าส่งออกพลาสติกราว 8 หมื่นล้านบาทต่อปี และนำเข้าทั้งผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี
    การที่ภาครัฐมีการปรับเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการลงทุน ยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี โดยอุตสาหกรรมพลาสติก นับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เข้าไปแทรกอยู่ในทุก ๆ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์คิดเป็นประมาณ 30-40%
    นอกจากนี้ กรณีที่ภาครัฐเตรียมจะยกเลิกโซนนิ่ง และต้องการให้ผู้ประกอบการเข้าไปตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านนั้น เบื้องต้นจากการศึกษากรณีตลาดพม่า พบว่าความต้องการใช้พลาสติกยังน้อยมาก เพียง 1-2 พันตันต่อปีเท่านั้น เทียบกับประเทศไทยที่ใช้ 5 แสนตันต่อปี นอกจากนี้ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่เพียงพอ อาทิ ไฟฟ้า และระบบโลจิสติกส์ ทำให้การขนส่งสินค้าค่อนข้างลำบาก
        สอดคล้องกับที่นายธำรงมองว่า ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอใหม่ที่ออกมา เป็นที่น่าตกใจของภาคเอกชน เพราะการกำหนดประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริมเป็นไปอย่างผิวเผิน ไม่มีการลงรายละเอียดในการทำงาน ซึ่งสวนทางกับนโยบายของบีโอไอ ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม
    โดยอุตสาหกรรมรองเท้าที่บีโอไอมีนโยบายจะยกเลิกการส่งเสริมนี้ หากมีการลงลึกในรายละเอียดจะพบว่า เป็นภาคการผลิตที่ได้สั่งสมเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เวลานี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี ที่กำลังมีการปรับตัว ยกระดับพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น โดยนำหุ่นยนต์และนวัตกรรมเข้ามา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ที่จะต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีแรงงานถูกกว่า ซึ่งกำลังจะมีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในกลุ่มที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น  รองรับในการเปิดเออีซี แทนที่บีโอไอจะส่งเสริมการลงทุนให้อยู่ในประเทศ และส่งสินค้าป้อนตลาดเออีซี แต่กลับจะผลักดันให้ออกไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน
alt - ร.พ.ค้านลงทุนนอกทั้งที่ขาดหมอ
           ขณะที่น.พ.พงษ์พัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งเสริมกิจการโรงพยาบาลของภาครัฐ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพ (Health Care) นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชนจะมีรายได้เข้าประเทศจากผู้ใช้บริการชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ของไทย มีความสามารถทางการแพทย์รองจากญี่ปุ่น โดยในแต่ละปีมีรายได้จากโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 1.2-1.5 แสนล้านบาท เทียบกับจีดีพีด้านสาธารณสุขมีมูลค่ารวมราว  5 แสนล้านบาท
    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกิจการโรงพยาบาลไทยยังมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังไม่เพียงพอ โดยยังขาดแคลนแพทย์ประมาณ 1 หมื่นคน และพยาบาลอีกประมาณ 5 หมื่นคน หากยังไม่สามารถเพิ่มจำนวนบุคลากรดังกล่าวได้ ก็จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ายาและเครื่องมือทางการแพทย์ทั้งหมด
    หากบีโอไอยกเลิกการส่งเสริม เชื่อว่าการแข่งขันจะลำบากขึ้น จากที่ผ่านมาบีโอไอต้องการให้โรงพยาบาลของไทยแข่งขันกับสิงคโปร์และมาเลเซียให้ได้ ดังนั้นโรงพยาบาลของไทยจึงจำเป็นต้องซื้อเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก อาทิ เครื่องตัดเซลล์มะเร็ง หากไม่ได้รับการส่งเสริมจะแข่งขันได้อย่างไร เช่นเดียวกับเลิกโซนนิ่ง จะยิ่งสร้างความแออัดในกทม.มากขึ้น
    "ส่วนกรณีที่ภาครัฐต้องการให้เอกชนลงทุนโรงพยาบาลในประเทศเพื่อนบ้านนั้น อาจไม่เหมาะสมเพราะปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ของไทยยังไม่เพียงพอ และสิ่งสำคัญคือ ภาครัฐจะต้องทำอย่างไรให้สามารถดูแลสุขภาพคนไทยได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันหากเอกชนตัดสินใจย้ายไปตั้งโรงพยาบาลในประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องให้หมอจากพม่า กัมพูชา มารักษาคนไทยแทนหรือ  ส่วนหมอไทยที่เก่ง ๆ ก็ไปรักษาคนต่างชาติ 
- ร่อนหนังสือให้ทบทวนก.พ.นี้
    นายสมศักดิ์ กล่าวเสริมอีกว่า  การปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นนั้น ตนเห็นด้วยแต่ควรเป็นนโยบายระยะยาว และต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยภาครัฐควรเข้ามาดูรายละเอียดในแต่ละรายอุตสาหกรรมว่าเป็นอย่างไร ไม่ควรเหมารวมทั้งหมด 
    สำหรับทางออกของกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก เบื้องต้นจะนัดหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) หารือกับกลุ่มปิโตรเคมี สถาบันพลาสติก เพื่อหาแนวทางร่วมกัน จากนั้นจะทำหนังสือส่งไปยังบีโอไอภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556  เพื่อให้ทบทวน โดยเชื่อว่าบีโอไอจะต้องกลับมาทบทวนการส่งเสริมอุตสาหกรรมพลาสติกอย่างแน่นอน 
    สอดคล้องกับที่นายธำรงกล่าวว่า บีโอไอจะต้องมีการทบทวนนโยบายใหม่ โดยลงในรายละเอียดว่ากลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้าประเภทไหน หรือดูโครงการที่มีการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีสูง และมีการยกระดับสินค้าขึ้นไป ควรจะนำมาพิจารณาให้ส่งเสริม ส่วนโรงงานใดที่ยังใช้แรงงานเข้มข้นอยู่ก็สนับสนุนให้มีการออกไปลงทุนต่างประเทศแทน ไม่ใช่เหมารวมกิจการรองเท้าทั้งหมด เนื่องจากอุตสาหกรรมรองเท้าถือเป็นซัพพลายเชนอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรมยางอัด ที่สามารถมีเทคโนโลยีชั้นสูง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ จึงอยากให้กลับมาวางกรอบในรายละเอียดใหม่ กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาปรับตัวในการวางแผนการดำเนินงาน ไม่ใช่ว่าจะประกาศใช้กลางปีนี้และดำเนินการได้ทันที ซึ่งเอกชนลงทุนจะต้องใช้เวลาเตรียมการ 3-4 ปี กว่าจะลงทุนได้
- แนะคงมาตรการเดิม    
    น.พ.พงษ์พัฒน์มองว่า การวางแผนของภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดทิศทางที่ชัดเจน บีโอไอไม่ควรไปแตะนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่มีอยู่เดิม  เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดเออีซี จึงไม่ควรปรับเปลี่ยนนโยบายที่จะทำให้นักลงทุนสับสน  หากจะเปลี่ยนแปลงก็เพิ่มนโยบายใหม่เสริมเข้าไป แล้วปล่อยให้ภาคเอกชนปรับตัวเองไปโดยอัตโนมัติ  ถ้าแข่งขันไม่ได้เอกชนก็รู้ว่าจะต้องปรับตัวย่างไร  และมาตรการส่งเสริมบีโอไอไหนที่ใช้ไม่ได้หรือไม่ส่งผลแล้ว ภาคเอกชนก็เลิกใช้เอง  และภาครัฐเองจะต้องฟังเสียงของผู้ประกอบการก่อนที่จะกำหนดนโยบายต่าง ๆ ออกมา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
    เหล่านี้คือเสียงของภาคเอกชน ในฐานะผู้เล่นที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการตัดสินใจลงทุนทางธุรกิจที่มีต่อมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่ภาครัฐควรต้องรับฟัง 

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,812  วันที่   24 - 26  มกราคม พ.ศ. 2556

 

Read : 3546 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

ข่าวยอดนิยมประจำสัปดาห์

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*