Homeการเงินการเงิน Financial นโยบายการเงิน-การคลัง ทิศทางปี 56

นโยบายการเงิน-การคลัง ทิศทางปี 56

พิมพ์

ประสาร ไตรรัตน์วรกุลประสาร ไตรรัตน์วรกุลจากจุดเริ่มต้นด้านความเหลื่อมล้ำในสังคมและวัตถุประสงค์ในการดำเนินนโยบายที่มีเป้าหมายแตกต่างกันระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) " นโยบายการเงินและความเป็นอิสระของธนาคารกลาง" ถือเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเสมอไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนสมัยไหน   เพราะนโยบายทั้ง 2 ส่วนถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

    มาถึงรัฐบาลยุคนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก " ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ความร้อนแรงได้ปะทุอีกระลอก ตั้งแต่อดีตรัฐมนตรี (รมว.) ว่าการกระทรวงการคลัง "ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล" ที่ยื่นการบ้าน 4 ข้อให้กับ "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ผู้ว่าการ ธปท. ประเด็นการตั้งกองทุนความมั่งคั่ง ตามด้วยการแก้ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) การเข้าไปกำกับดูแลการออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น บี/อี ของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงการสั่งให้ทบทวนกรอบเงินเฟ้อ
กิตติรัตน์ ณ ระนองกิตติรัตน์ ณ ระนอง    กระทั่ง "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" ขึ้นควบรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จึงสัมฤทธิผลด้วยการมัดมือธนาคารพาณิชย์ร่วมวงแก้หนี้เอฟไอดีเอฟจนสำเร็จ   โดยเพิ่มเก็บเงินนำส่งในอัตรา  0.47% จากระดับ 0.4% แถมครอบคลุมตั๋วแลกเงินหรือตั๋วบี/อี ด้วย  แม้จะแลกด้วยการเก็บผ่านทางธนาคารเฉพาะกิจของรัฐก็ตาม 
    ถัดมาเมื่อ "วีรพงษ์ รามางกูร" เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ธปท. (กุนซือของรัฐบาล)ที่ออกมาทิ้งระเบิด ด้วยการวิพากษ์นโยบายการเงิน โดยเฉพาะกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting)นั้น "ใช้ไม่ได้แล้ว" เพราะความเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีมากขึ้น ราคาสินค้าในโลกถูกกำหนดด้วยอุปสงค์และอุปทานของโลก ไม่ใช่นโยบายการเงินของประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย และประเทศไทยน่าจะเหมาะกับการดำเนินนโยบายการเงินแบบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate targeting) มากกว่า และนโยบายการเงินมีหน้าที่สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ดูแลเงินเฟ้ออีกต่อไป  รวมถึงความพยายามในการเข้าไปแตะเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยอ้างเป็นเงินออมของคนไทย
     วิวาทะบนหน้าสื่อที่โต้ตอบนั้น สะท้อนแนวคิดที่แตกต่างระหว่างทางของการบริหารประเทศ แต่หากพิจารณาจุดมุ่งหมายหลักแล้ว ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงคือ เน้นความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนหวังลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันภาคเอกชน และการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน  โดยนโยบายด้านการคลังยังเน้นจุดยืนเพื่อปรับสมดุลเศรษฐกิจประเทศ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมเพิ่มศักยภาพเพื่อสร้างมูลค่ารองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก
    ทั้งนี้การดำเนินนโยบายการคลังปี 2556 มียุทธศาสตร์ 3 ด้าน คือ  ด้านแรก การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการเพิ่มโอกาสให้กับคนฐานรากและการสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานอย่างทั่วถึง การกระจายรายได้ รวมถึงการถือครองทรัพย์สินเพื่อทำกินอย่างเป็นธรรม
    ด้านที่สอง สนับสนุนศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการสนับสนุนในการจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพเอกชนให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การเชื่อมโยงธุรกิจเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มการแข่งขันให้แก่ภาคเอกชน และด้านที่สาม การรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ด้วยการเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง การส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐและการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
    ขณะเดียวกันยังเดินหน้าปรับฐานะการคลังเข้าสู่สมดุลในปี 2560 โดยงบประมาณปี 2556 กำหนดจะขาดดุล 3 แสนล้านบาทลดลงจากปี 2555 ที่ขาดดุล 4 แสนล้านบาท และถัดไปในปี 2557 หวังลดยอดขาดดุลให้เหลือที่ 2.25 แสนล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับน้อยกว่า 2% ของจีดีพีหรือลดลง 1 ใน4 จากปี 2556  ซึ่งเน้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท และจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้า
    สำหรับฟากนโยบายการเงินร่ายยาวยุทธศาสตร์ 5 ปี (2555-2559) กำหนดทิศโดยมุ่งเน้นการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของคนไทย และหวังให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยจะร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งยุทธศาสตร์ปี 2556 กำหนดไว้ 4 ด้าน ประกอบด้วยด้านแรก การเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจการเงินกับต่างประเทศ (Connectivity) เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตจากภายนอก โดยเฉพาะเวทีอาเซียน+6 และกลุ่มประเทศCLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม)
    ด้านที่สอง การยกระดับศักยภาพการแข่งขัน (High Value-added economy) เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตจากภายใน ทั้งการร่วมมือกับภาครัฐในการสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีทั่วประเทศ ปรับระบบการติดตามผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้านที่สาม สนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานอย่างทั่วถึง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (Financial Inclusion) โดยธปท.ยังคงเดินหน้าโครงการไมโครไฟแนนซ์ เพื่อให้บริการทางการเงินกับประชาชนในระดับรากหญ้า และเพิ่มบทบาทศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศศง.) เพื่อดูแลผู้บริโภคจากการคิดค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยโหด รวมทั้งมีนโยบายสนับสนุนให้คนไทยหันมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการจัดการเงินสด
    สุดท้ายคือ การสร้างเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน (Economic/Financial Stability) เพื่อเตรียมตัวรองรับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการเติบโตในอนาคต โดย ธปท.จะดำเนินการปรับระบบการติดตามของการไหลเข้า-ออกเงินตราต่างประเทศ โดยถือเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องผสมผสานเครื่องมือในการดูแลค่าเงินบาท ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม
    ขณะที่ "กิตติรัตน์" ระบุว่า แม้หน้าที่หลักธปท.ต้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพและสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่ง แต่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเป็นจริง  ซึ่งผลขาดทุนสะสมของธปท.เป็นผลพวงจากที่ต้องออกพันธบัตรมากทะลุ 5 แสนล้านบาทแล้ว สุดท้ายจะกระทบต่องบประมาณแผ่นดินในอนาคต  ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องตั้งงบขาดดุลเพื่อช่วยเหลือ  เพราะธปท.ไม่มีสิทธิ์ที่จะพิมพ์เงินออกมาใช้ตามใจชอบ
    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติคงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานไว้ที่ 0.5-3.0%ตามที่กระทรวงการคลังได้ตกลงร่วมกับธปท.  ดังนั้นความเสี่ยงทางการเติบโตของเศรษฐกิจจึงมีมากกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายจึงต้องมีต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังสามารถปรับลดลงจากปัจจุบันจากระดับ 2.75%      
    ส่วน "ประสาร" แสดงความเห็นว่า  ส่วนตัวเข้าใจเป้าหมายภาคการเมืองที่ต้องการเห็นความคึกคักในระบบเศรษฐกิจ ประชาชนพึงพอใจในระยะสั้น แต่ ธปท.นั้นอยากเห็นเศรษฐกิจมีเสถียรภาพในระยะยาว ดังนั้น การสร้างวิสัยทัศน์ การสื่อสาร การอธิบาย การเปิดเผยข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ  ถ้าคนส่วนใหญ่เชื่อและเข้าใจจะทำให้ประเทศไทยเดินต่อไปได้
    "ตลอดปี 2555 ผมต้องให้เวลากับภารกิจนี้ค่อนข้างมาก เวลาที่มีโอกาสได้คุยกับนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลมีประโยชน์ แต่มีการใช้จ่าย 2 แบบ แบบที่ 1 ทำให้ประเทศเข้มแข็ง แบบที่ 2 ทำให้ประเทศอ่อนแอ แต่สุดท้ายก็ต้องทำต่อไป อย่าคิดท้อถอยว่ารัฐบาลจะฟังหรือไม่ เพราะคงฟังบ้าง ดีกว่า ธปท.ไม่พูดเสียเลย"
    "ผู้ว่าการธปท." ขยายความให้ฟังอีกว่า  ที่ผ่านมาได้เห็นถึงความพยายามในการรักษาวินัยการคลังของรัฐบาล ที่พยายามลดการขาดดุลทางการคลังผ่านการตั้งเป้างบประมาณสมดุล  ซึ่งถ้านโยบายการคลังทำได้ตามเป้า เชื่อว่าจะแบ่งเบาภาระออกจากทางนโยบายการเงิน และไม่ต้องห่วงว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูง หรือห่วงเรื่องเงินเฟ้อ ในทางกลับกันถ้านโยบายการคลังทุ่มลงไปมากคงหนีไม่พ้นนโยบายการเงินที่ต้องเข้มงวดและในที่สุดจะสร้างภาระข้างเคียงได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,806  วันที่   3 - 5  มกราคม พ.ศ. 2556

 

Read : 16344 times

jL Poll Module1

สรรพากรจี้5แสนรายผู้ค้าอี-คอมเมิร์ชต้องแจ้งเสียภาษี ท่านเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

เล็งเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาท่านเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*