Homeคอลัมนิสต์ผู้ทรงคุณวุฒิศาสตราภิชาน รศ.มานพ พงศทัต NPL/NON-BANK กับธนาคารแห่งประเทศไทย

NPL/NON-BANK กับธนาคารแห่งประเทศไทย

พิมพ์

ขณะนี้ "หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" หรือที่เรียกว่า "NPL" (Non Performing Loan) กำลังก่อตัวมากขึ้นทุกที กำลังเป็นคลื่นลูกใหญ่ขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอนก่อนปี 2540 ที่เรียกว่า "ต้มยำกุ้ง"  สถาบันการเงิน 56 แห่งล้มคว่ำ

ธนาคารหลายธนาคารมีปัญหามาก ปี 2540 บริษัทห้างร้าน ผู้ประกอบการกู้เกินตัว บางบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และผู้ประกอบการกู้มากเป็น 5-6 เท่าของต้นทุน สถาบันการเงินก็ปล่อยกู้เอกชน เล่นปั่นหุ้นกันโดยไม่มีหลักประกัน
alt    ขณะนั้นเกิด "การเก็งกำไร" กันมากมาย ทั้งหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และเก็งกำไรบาท(ขณะนี้เปลี่ยนเป็นทอง) เกิด "ฟองสบู่" และปั่นราคาจนฟองสบู่แตก ระบบการเงินพังลงมาหมด ทุกคนก็หันมามองที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่มีหน้าที่กำกับดูแล เศรษฐกิจการเงิน และเสถียรภาพว่าขาดประสิทธิภาพ ขาดประสบการณ์ และประมาทจนการเงินของประเทศเสียหาย ธปท. ก็อ้างว่าที่พังเพราะ "Non-Bank" หนี้ที่สถาบันการเงินที่ไม่ใช่แบงก์ เป็นบรรษัทการเงินปล่อยสินเชื่อเกินตัวเอาไปเก็งกำไร ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. จะไปควบคุมเป็น NPL ร่วม 50% ของประเทศ
    ปลายปี 2556 เหตุการณ์เช่นในอดีตกำลังเริ่มฟักตัวแรงขึ้น แต่คราวนี้ผู้ก่อหนี้มิใช่เป็นบริษัท ห้างร้านและผู้ประกอบการ แต่เป็น "หนี้ส่วนบุคคล" ที่เรียกว่า Personal Loan หรือ House-Hold Loan ของแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัวกำลังกู้เกินเหตุ กู้เกินตัวถึงแม้ว่าจะมีระบบ Credit Bureau ที่จะเช็กเครดิต แต่ก็ยังขาดประสิทธิภาพที่จะนำมาใช้
    ที่น่ากลัวคือทุกคนมีบัตรเครดิตกันคนละ 4-5 ใบ และเสริมด้วยบัตรจับจ่ายใช้สอยด้านคอนซูเมอร์โปรดักต์ที่ปล่อยให้จาก Non-Bank เช่น บัตรทอง ซื้อของในห้างผ่อนสินค้าไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ท่องเที่ยวเกินตัว และพวกนี้ยังมิได้ถูกแจ้งในระบบเครดิต
    เหตุการณ์เช่นนี้เหมือนปี 2551 แฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาปล่อยกู้ผู้ไม่มีเครดิต ซื้อบ้านคนละ 2-3 หลัง เพื่อหวังเก็งกำไรเพราะดอกเบี้ยถูกและเป็นหนี้สินลอยตัว 2-3 ปี กู้เกินตัวเรียกว่าปล่อย Sup-Prime Loan คนชั้นกลางอเมริกันกู้ทั้งๆที่เครดิตต่ำจนระบบการเงินพังลงมา ธนาคารชั้นนำในอเมริกาต้องปิดไป ปัญหาต่อเนื่องมีมาจนปัจจุบัน จนต้องกระตุ้นด้วยการพิมพ์ธนบัตรเข้าไปช่วยแก้หนี้ที่เรียกนโยบายว่า EQ1-EQ2 เหมือนเมืองไทยที่เร่งกู้ เติมเงินเข้าไปในระบบขณะนี้
    หันมาดูอสังหาริมทรัพย์ของเราก็พบว่ากำลังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับคนชั้นกลางมากขึ้นทุกที คนชั้นกลางทั้งในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ(อันดับที่ 21 ของโลกประชากร 10-12 ล้าน) และเมืองใหญ่ที่เศรษฐกิจกำลังโตมาก เช่น ภูเก็ต พัทยา โคราช เก็งกำไรคอนโดฯกันมากมาย โดยให้เครดิตผ่านเครดิตการ์ด รูดการ์ดจอง รูดการ์ดจ่ายเงิน บางคนรายได้เดือนละ 3-4 หมื่นบาท มีการ์ด 5 ใบ จองคอนโดฯคนละ 3-4 คอนโดฯ หมุนเงินด้วยการเรียนรูดการ์ด หวังว่าจะขายต่อก่อนโอนหรือบางพวกก็มีเครดิตแค่ 1 ห้อง จอง 4-5 ห้อง ขาย 1 หลังเอามาจ่ายคอนโดฯห้องแรก
    เหตุการณ์เช่นนี้ก็คือ Sup-Prime ของไทยนั่นเองที่กำลังเริ่มก่อให้เกิดเป็นฟองสบู่หรือ Bubble ขณะนี้คือทั้งผู้ประกอบการ ทั้ง Non-Bank และธนาคารแห่งประเทศไทยเองออกมาแถลงว่าไม่เห็นฟองสบู่ ที่น่าเป็นห่วงคือ ธปท. ที่มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลเสถียรภาพการเงินของประเทศ ไม่เอาประสบการณ์มาใช้ ในขณะที่ฝ่ายการคลังและรัฐบาลชุดนี้ก็ออกมาบีบให้ก่อหนี้ระยะยาวค่อนข้างมาก เอามาใช้ประชานิยมและลงทุนด้านสาธารณูปโภค ซึ่งมีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย
    NPL จะคืนชีพไหม คนไทยจะเป็นหนี้ล้มละลายกันอีกไหม ธปท.จะปล่อยให้ Non- Bank ขยายหนี้โดยไม่มีการควบคุมไหม เมื่ออาทิตย์?ผ่านมา ธปท. ออกมาแถลงว่าจะแนะนำให้ลดโฆษณาการเพิ่มเครดิตแก่ประชาชน เพลาๆหน่อยคงไม่พอ อาจต้องมีมาตรการชัดกว่านั้น เช่น ทุกคนที่กู้ทั้งแบงก์ Non- bank แม้กู้กันเอง จะกู้ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ชัดเจนเหมือนจะไปซื้อบ้าน คอนโดฯ ต้องบอกว่าเป็นหลังที่เท่าไหร่ กู้จากไหน มีเงินออมไหม ก็จะเป็นการที่เรียกว่า Self-Evalution เป็นหลักฐาน ยุโรปใช้วิธีนี้กันมาก เป็นทั้งเตือนตัวเอง เป็นทั้งการให้ข้อมูลแก่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหนี้ เป็นหลักฐานทางการ
    ก็ขอให้ธปท.ทำหน้าที่ให้ดี อย่าประมาท ต้องอยู่ให้ได้กับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลกับหนี้ครัวเรือน อย่าให้ NPL คืนชีพอีก ขอให้โชคดีครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,800 วันที่  13-15  ธันวาคม พ.ศ. 2555

 

Read : 7592 times

jL Poll Module1

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จำเป็นต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินหรือไม่


 

Poll (2)

การพูดของนายกฯเพื่อรายงานผลงานต่างๆ ท่านมีความเห็นอย่างไร
 

*