นายเวอร์เนอร์ ลางเก็น ประธานคณะผู้แทนรัฐสภายุโรปด้านความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียอาคเนย์และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กล่าวในระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 27-31 สิงหาคม 2555 ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ทางคณะผู้แทนจากรัฐสภายุโรปได้มีโอกาสเข้าพบและหารือกับนายกรัฐมนตรีและตัวแทนจากรัฐบาลไทยในหลายด้าน ทั้งทางด้านเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนาไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 รวมถึงด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออก นอกจากนี้ยังมีกำหนดพบกับผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ตัวแทนจากภาคเอกชน และองค์กรจากภาคประชาสังคมด้วย
ในส่วนของประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ ได้มีการพูดคุยถึงการฟื้นตัวจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปีก่อน ผลกระทบจากวิกฤติการเงินในยูโรโซน และเรื่องของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรปที่ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำกรอบการเจรจา (Scoping Exercise) โดยนายลางเก็นกล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายและระหว่างกระบวนการเจรจาจะมีการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ทั้งนี้กระบวนการเจรจาระหว่างไทยและอียูยังไม่เริ่มต้น ซึ่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แจ้งให้ทราบว่าจะพยายามทำให้กระบวนการในรัฐสภาไทยเสร็จเรียบร้อยภายในเดือนธันวาคม เพื่อรัฐบาลจะได้เริ่มต้นการเจรจา
ด้านนายโรเบิร์ต กอบเบลส์ รองประธานคณะผู้แทนรัฐสภายุโรป กล่าวว่า เข้าใจว่ามีบางภาคส่วนของไทยแสดงความกังวลต่อการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยและอียูในบางเรื่อง อาทิ เรื่องของสินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิทธิบัตรยา เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามข้อตกลงการค้าเสรีเป็นการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลถือเป็นตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าทางรัฐจะไม่รับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคม
นอกจากนี้ นายลางเก็นได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียนของสมาชิก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ว่า สมาชิกอาเซียนมีปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่ยุโรปไม่มี คือ มีโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงเห็นว่าอาเซียนต้องโฟกัสที่การพัฒนาพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง แม้ว่าประเทศในอาเซียนจะมีความแตกต่างเรื่องมาตรฐานการครองชีพ ความสามารถในการผลิตและแข่งขัน แต่มั่นใจว่าอาเซียนในปี 2015 จะเป็นการขยายโอกาสให้กับประเทศสมาชิก เหมือนเช่นในปี 2004 และ 2007 ยุโรปมีประสบการณ์การเพิ่มประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเข้ามาในอียู ประเทศเหล่านี้มีมาตรฐานการครองชีพและระดับรายได้ไม่เท่าเทียมกับประเทศยุโรปตะวันตก แต่ยังสามารถได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมอียู
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยนับว่ามาถูกทางแล้ว "การเพิ่มรายได้แต่คุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำเป็นผลดีต่อประชาชน การพัฒนา และการแข่งขัน การตัดสินใจหลังวิกฤติต้มยำกุ้งให้ธนาคารพาณิชย์พึ่งพาตนเองมากขึ้นและเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก เรามองประสบการณ์จากประเทศในภูมิภาคนี้ในช่วงภาวะวิกฤติเป็นคำแนะนำในการแก้ปัญหาสำหรับประเทศยุโรปที่กำลังมีปัญหา" นายลางเก็น ให้ความเห็น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,772 6-8 กันยายน พ.ศ. 2555




