หลังจากที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 เพื่อโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาทของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ดูแล โดยให้หักค่าธรรมเนียมเงินนำส่ง 0.46 % ของฐานเงินฝาก จากอัตรา 0.47 % ที่สถาบันการเงินต้องนำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก(สคฝ.) ไปทยอยชำระหนี้ก้อนดังกล่าว ส่วนสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐก็ต้องหักค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.47 % ของฐานเงินฝากด้วยเช่นกัน โดยตั้งเป็นกองทุนพัฒนาประเทศไทย ต่อมา 10 เมษายน 2555 ครม.เห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ.........แล้วให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป นั้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ล่าสุด ร่างดังกล่าวอยู่ในระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของถ้อยคำต่าง ๆ และไม่ให้ขัดกับกฎหมายอื่นที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามระหว่างนี้ คณะทำงานกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันทบทวนรายละเอียดของร่างพ.ร.บ.นี้อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากมีประเด็นที่ยังมีข้อถกเถียงไม่เป็นที่ยุติร่วมกันอยู่
ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พ.ศ......นั้น มีทั้งหมด 34 มาตรา แบ่งเป็น 6 หมวด ประกอบด้วย หมวดการจัดตั้งกองทุนและลักษณะของกิจการกองทุน,หมวดการนำส่งเงินเข้ากองทุน, หมวดการจ่ายเงินเข้ากองทุน,หมวดการควบคุมและการบริหาร, การเงิน การบัญชีและการสอบบัญชี ,หมวดการกำกับดูแล และบทเฉพาะกาล
-เปิดช่องล้วงเงินชดเชยประชานิยม
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า มีการถกกันใน 2-3 ประเด็นหลัก ที่อาจเกิดความเสียหายต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการนำเอาเงินกองทุนไปใช้ทำอะไรได้บ้าง การจ่ายเงินของกองทุน และการควบคุมและการบริหาร ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ยังถกเถียงคือ การให้กองทุนจ่ายเงินให้แก่โครงการชดเชยให้แก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เสียหายเนื่องจาก การดำเนินงานตามมติครม.นั้น
เริ่มตั้งแต่วัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน เนื่องจากนิยามสำคัญที่มีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเมื่อก่อนหน้านี้ ได้ระบุว่า ในแง่ของหลักการสูงสุดของการจัดตั้งกองทุนฯ เพื่อมีหน้าที่ดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในกรณีการเงินกองทุนหรือทุนจดทะเบียน ให้แบงก์รัฐมีความแข็งแกร่งมากเพียงพอ ในการสนับสนุนโครงการของรัฐบาลตามมติครม. แต่ปรากฎว่าถ้อยคำในร่างพ.ร.บ. ฉบับที่เสนอครม.เห็นชอบนั้น กลับระบุขยายไปถึงการให้นำเงินกองทุนนี้มาชดเชยให้สถาบันการเงินของรัฐ เมื่อเกิดความเสียหายจากการดำเนินนโยบายที่ครม.มีมติ
-ไส้ในกองทุนอุ้มแบงก์รัฐ
ดังถ้อยคำในมาตรา 5 ถึงวัตถุประสงค์การตั้งกองทุนว่า "...มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น โดยกองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการเพิ่มทุน ชดเชยความเสียหายในโครงการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ดำเนินการเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตลอดจนการนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน...."
หรือในมาตรา 14 ของหมวด 3 การจ่ายเงินของกองทุน ที่ระบุว่า ".... เงินกองทุนจะนำออกไปใช้ได้เพียงเพื่อ (1) การจัดสรรเงินให้แก่การเพิ่มทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (2) การจ่ายเงินชดเชยให้แก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจเนื่องจากการดำเนินธุรกิจตามมติ (3) การนำเงินส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่ากองทุนมีเงินเพียงพอต่อการดำเนิน (4) ให้กู้ยืมแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (5) การจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ...."
-ขยายวงเกิน4แบงก์รัฐ
นอกจากนี้แล้ว ในมาตรา 3 กำหนดนิยามว่า "... ในพ.ร.บ.ฉบับนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หมายความว่า (1) ธนาคารออมสิน (2) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (3) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (4) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (5)นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด....." โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรคห้าที่ขยายรวมถึงนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะอื่นด้วยนั้น
แหล่งข่าวชี้ว่า คณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ. ได้มองถึงอนาคของแหล่งที่มาของเงิน ที่จะนำส่งเข้ากองทุน เพิ่มเติม เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่อาจจัดตั้งขึ้นใหม่ รวมทั้งกรณีบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) หรือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งในอนาคตอาจมีการขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจ ในส่วนของการรับเงินฝากด้วย เมื่อมีฐานเงินฝากก็ให้เรียกเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนด้วย เป็นต้น
ส่วนในมาตรา 11 เป็นการนำส่งเงินเข้ากองทุน ที่ระบุให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนด ตามที่รัฐมนตรีประกาศ แต่ต้องไม่เกิน 1 % ต่อปี ของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ย หลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณยอดเงินฝากถัวเฉลี่ย ให้เป็นไปตามคณะกรรมการกำหนด
-บทเฉพาะกาลไม่อุ้มของเก่า
ทั้งนี้ การควบคุมและการบริหารนั้น ให้ "คณะกรรมการกองทุนเพื่อการสนับสนุนระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ"ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงการคลังที่ปลัดกระทรวงการคลังมอบหมาย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง
นอกจากนี้ บทเฉพาะกาลตามมาตรา 33 ระบุ ให้โครงการชดเชยความเสียหายให้แก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่ได้รับความเสียหายดำเนินธุรกิจตามคำสั่งของรัฐมนตรี หรือตามข้อตกลงที่ธนาคารทำไว้กับรัฐบาลอยู่แล้ว ในวันก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับไม่ถือเป็นโครงการที่จะได้รับความชดเชยตามพ.ร.บ.นี้
และกรณีที่กระทรวงการคลังมีคำสั่ง ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ดำรงเงินกองทุนและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจไว้ในสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้น ในวันก่อนวันที่พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้โอนเงินกองทุนที่มีอยู่เป็นของกองทุน ส่วนที่มาของแหล่งเงินกองทุนนั้น นอกจาก 4 สถาบันการเงินเฉพาะกิจ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยแล้ว ยังรวมถึงนิติบุคคลที่กฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่รัฐมนตรีกำหนด โดยยังไม่ระบุว่าเป็นนิติบุคคลใด แต่เหล่านี้สะท้อนถึงการเตรียมการใช้เงินนอกงบประมาณ เพื่อชดเชยความสูญเสียที่จะเกิดจากการดำเนินโครงการตามมติค.ร.ม.
-แหยงรัฐละเลงเงิน "มันมือ"
สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตถึงร่างพ.ร.บ.นี้ว่า เมื่อวัตถุประสงค์ของร่างดังกล่าวระบุว่า เพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการเพิ่มทุน ชดเชยความเสียหายในโครงการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ดำเนินการเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตลอดจนการนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินนั้น
สะท้อนว่า การเรียกเก็บเงินสมทบจากแบงก์รัฐในอัตรา 0.47 % ของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ย เพื่อเป็นเงินกองทุนสำหรับรัฐบาล ในการชดเชยความเสียหาย กรณีดำเนินโครงการตามมติคณะรัฐมนตรี จากเดิมที่รัฐบาลต้องชดเชยโดยตั้งเป็นยอดเงินในงบประมาณรายจ่าย
"เป็นการนำเงินรายได้จากแบงก์รัฐ ไปใช้เพื่อชดเชยความเสียหาย จากการละเลงโครงการประชานิยม แทนที่แบงก์รัฐแต่ละแห่งจะนำเงินรายได้หรือกำไร ไปใช้ในการพัฒนาสถาบันหรือบุคลากร จึงเป็น ความเสี่ยงต่อสถานะของแบงก์รัฐในอนาคต จากการสนองนโยบายทางการเมือง ซึ่งขณะนี้ร่างยังอยู่ในขั้นของการพิจารณาตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงอยากให้ทบทวนร่างฯ หรือแต่ละมาตราให้ชัดเจนก่อนที่จะนำเข้าขั้นตอนของกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อออกมาเป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้"แหล่งข่าวระบุ
-แบงก์รัฐ "รอความชัดเจน"
ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารของรัฐรายหนึ่ง ระบุว่า การตั้งกองทุนดังกล่าวไม่ตรงเป้า เพราะยังไม่ชัดเจนในเรื่องการใช้เงินจากกองทุน ตามร่างพ.ร.บ.ฯ มาตรา 14 ประกอบ มาตรา 16 การจ่ายเงินชดเชยความเสียหาย ก็มิได้ระบุว่าจะจ่าย อย่างไร ในอัตราส่วนเท่าใด ต่อต้นทุนของธนาคารรัฐแต่ละแห่ง และความชัดเจนเรื่องเงินฝากถัวเฉลี่ยนั้น คืออะไรบ้าง ยกตัวอย่างธนาคารออมสิน มีทั้งเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต เงินฝากสลากออมสินพิเศษ และตราสารทางการเงิน ตามร่าง พ.ร.บ.มาตรา 11 ประกอบมาตรา 12 ซึ่งใช้คำว่า " ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ที่สำคัญโครงการที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐดำเนินงานตามมติครม.นั้น เป็นโครงการระยะยาว ต่อเนื่องหลายปี หลายโครงการ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันโดยไม่สามารถระบุความเสียหายชัดเจนได้
ส่วนผลกระทบต่อธนาคารของรัฐ เมื่อต้องมาถูกหักเงินสมทบอัตราเดียวกับธนาคารพาณิชย์เอกชนนั้น พบว่า ธนาคารพาณิชย์เดิมนำส่งเงินสมทบอยู่ที่อัตรา 0.40 % ซึ่งส่วนเพิ่มอีก 0.07% ไม่น่าจะกระทบอะไร เพราะได้รับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ธนาคารรัฐจะมีผลกระทบ เพราะต้องกันสำรอง 0.47 โดยคำนวณคร่าว ๆ จากเงินฝากทุกประเภท ตั้งแต่กรกฎาคม 2555 โดยทำให้ต้นทุนของธนาคารแต่ละแห่ง เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงกระทบต่อการขยายกิจการในอนาคต เพื่อรองรับความเจริญเติบโตของธนาคารและการให้บริการประชาชนระดับรากหญ้าอย่างทั่วถึง และผลกระทบต่อค่าตอบแทนของพนักงาน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน
จากการประเมินเบื้องต้น การเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวในอัตรา 0.47 จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ นั้น มีเม็ดเงินรวมเป็นมูลค่า 15,000 ล้านบาทต่อปี มาจาก 4 ธนาคาร คือ ธนาคารออมสินประมาณ 7,000 ล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 3,000 ล้านบาท, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) 4,000-5,000 ล้านบาทและ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท. หรือไอแบงก์) 400 ล้านบาท
-คลังยันเก็บค่าธรรมเนียมแค่ 0.47%
ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การกำหนดอัตราการนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่ต้องไม่เกิน 1% ต่อปีของยอดเงินฝากเฉลี่ย ในร่าง พ.ร.บ. กองทุนเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. ... นั้น ในแง่ของกฎหมายต้องกำหนดอัตราขั้นสูงไว้เท่านั้น สำหรับในอนาคตอาจมีการปรับเปลี่ยนอัตราให้เข้ากับสถานการณ์
ดังนั้น ขอสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐไม่ต้องกังวล ในประเด็นดังกล่าว และให้ยึดประกาศของกระทรวงการคลัง เรื่องการเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากแบงก์รัฐ ที่ 0.47% จากฐานเงินฝาก เพื่อสมทบเข้ากองทุนพัฒนาประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลัง เตรียมออกประกาศเร็วนี้ ซึ่งกำหนดให้แบงก์รัฐกันเงินที่ต้องนำส่งแยกเป็นบัญชีเก็บไว้ก่อน จนกว่า พ.ร.บ. จัดตั้งกองทุนจะแล้วเสร็จ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา คาดว่าจะเสนอให้สภา พิจารณาได้ในช่วงต้น
อนึ่ง " ฐานเศรษฐกิจ" รวบรวมโครงการอำนวยสินเชื่อของธนาคารของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งตั้งแยกไว้ในบัญชี PSA เบื้องต้นพบว่า ธ.ก.ส.มีวงเงิน 872,982 ล้านบาท จากโครงการจำนำเดิมตั้งแต่ปี 2544 / ปีงบประมาณ 55 จำนำข้าว นาปี นาปรัง /จำนำมันสำปะหลัง/ รักษาเสถียรภาพราคายาง /พักหนี้ดี และหนี้เสีย ธนาคารออมสิน 623 ,073 ล้านบาท จาก 7 โครงการหลักตามมติครม. เช่น พักหนี้ดี , จ่ายเงินช่วยเหลือสถานประกอบการโครงการป้องกันและบรรเทาการเลิกจ้าง กรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน, สินเชื่อโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แทน ธปท.(Soft Loan) , สินเชื่อโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยปี 2554 วงเงินรวม 34,085 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี ,กองทุนหมู่บ้าน , โครงการสินเชื่อกลุ่มอาชีพไทยเข้มแข็ง ,สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน และ ธพว.วงเงิน 90,000 ล้านบาท เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,766 16-18 สิงหาคม พ.ศ. 2555




