นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน โดยเฉพาะจากวิกฤติหนี้ในยุโรป อย่างไรก็ตามคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุดระยะ 1-2 ข้างหน้านี้ คือ กรีซยังคงสถานภาพการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียูหรือยูโรโซน) ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยขยายตัวที่ระดับ 5.1% ในปี 2556 แต่หากเกิดกรณีเลวร้ายสุดที่กรีซถูกไล่ออกจากยุโรป แม้จะมีโอกาสเป็นไปได้น้อยสุดแต่ประเมินว่าเศรษฐกิจคู่ค้าจะขยายตัวเพียง 2.2% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัว 2.5% ตามไปด้วย โดยต่ำกว่าโอกาสสูงสุดที่จะขยายตัว 3% และต่ำกว่าปัจจุบันที่คาดไว้จะขยายตัว 5.4%
ทั้งนี้แม้การตั้งสมมติฐานกรณีเกิดสถานการณ์เลวร้ายสุดที่แม้จะมีโอกาสเป็นไปได้น้อย แต่ถือเป็นการเตือนภัยให้ภาคเอกชนว่ากรณีเลวร้ายนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้แม้จะมีโอกาสต่ำก็ตาม เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนได้ประเมินผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจะมีมากน้อยแค่ไหน และควรตระหนักถึงเศรษฐกิจโลกกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจไทยก็คงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่พ้น ซึ่งในแง่การดำเนินนโยบายการเงินของไทยยังมีช่องว่างค่อนข้างมากสำหรับเตรียมพร้อมรองรับแรงกระทบเทือนจากต่างประเทศได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยและภาระหนี้ของประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งยังมีแรงกระตุ้นจากภาครัฐต่อเนื่อง เป็นต้น
"เราไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร และสิ่งที่เราประเมินอยู่จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน แม้เบื้องต้น ธปท. จะประเมินว่าในปีนี้ และปีหน้ากรีซคงไม่ออกจากยุโรปแน่นอน แต่ไม่ว่าจะเกิดกรณีใดขึ้นภาคส่งออกไทยย่อมได้รับผลกระทบแน่ ดังนั้นควรเผื่อใจว่าสภาพตลาดต่อจากนี้อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะไทยกับการส่งออกแยกกันไม่ออก และในระยะสั้นคงยังไม่มีภาคอุตสาหกรรมใดเข้ามาทดแทนการส่งออกได้ แม้แต่การบริโภคภายใน หรือการลงทุนที่ขณะนี้จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 55% ของจีดีพีแล้วก็ตาม แต่ตลาดในประเทศยังมีขนาดที่ยังเล็กมาก" นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตราบใดที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวนก็ย่อมได้รับผลกระทบตามมา โดยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น ภาคเอกชนจะต้องมีการปรับตัว โดยที่การปรับตัวในครั้งนี้อาจจะต้องมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะต้องหาตลาดใหม่มาแทนแทนตลาดเก่าที่ชะลอตัวแล้ว ยังต้องปรับลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพิ่มการศึกษาวิจัยมากขึ้น ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยอาจจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งถือว่าดีกว่าไม่ได้ดำเนินการอะไรรองรับเลย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,764 9-11 สิงหาคม พ.ศ. 2555




