ไทยเบฟ เตรียมเข็นโออิชิขวดแก้วปูพรมเจาะร้านอาหาร โชวห่วยทั่วประเทศ พร้อมมอบเสริมสุข ดูแล ชี้เป็นบทพิสูจน์ฝีมือ "เสริมสุข" หลังประกาศอิสรภาพ จัดทัพและเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่
ก่อนเปิดตัวสินค้าตัวแรกในพฤศจิกายนนี้ ขณะที่ตลาดเครื่องดื่ม 3.6 หมื่นล้านกว่า 60% เป็นแบบขวดแก้ว
แหล่งข่าวในวงการเครื่องดื่ม เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟเตรียมเปิดตัวโออิชิ ในบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว หรือแบบคืนขวด (returnable) ออกวางจำหน่ายครั้งแรกทั่วประเทศในเร็วๆนี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ร้านอาหาร ร้านโชวห่วย และร้านค้าทั่วไป ซึ่งการพัฒนาโออิชิแบบขวดแก้วนี้ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับลูกค้า จากการที่พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยนิยมเลือกซื้อเครื่องดื่มในบรรจุภัณฑ์แบบขวดแก้ว ตัวอย่างเช่นในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมซึ่งมีมูลค่ากว่า 3.6 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว
ทั้งนี้โออิชิขวดแก้ว เป็นความร่วมมือระหว่างไทยเบฟ โออิชิ และเสริมสุข ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีความเชี่ยวชาญ และเสริมสุขจะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโออิชิขวดแก้วให้ด้วย ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือของเสริมสุขว่าจะผลักดันให้โออิชิขวดแก้วประสบความสำเร็จในตลาดได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากที่ผ่านมาเสริมสุขเป็นผู้สร้างตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมแบบคืนขวด และมีความแข็งแกร่งด้านช่องทางการกระจายสินค้าที่มีเครือข่ายกว่า 2 แสนร้านค้าทั้งร้านโชวห่วย ร้านอาหาร และร้านค้าอื่นๆทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันหลังหมดสัญญาธุรกิจระหว่างเสริมสุขและเป๊ปซี่ โค อิงค์ ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เสริมสุขเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ของบริษัทอีกหลายรายการ เพื่อเป็นการตอกย้ำนโยบายการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ไม่ใช่เฉพาะเครื่องดื่มเท่านั้น
แหล่งข่าวกล่าวย้ำว่า ในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่เป็นช่วงสุญญากาศของเสริมสุข แต่เป็นช่วงผ่องถ่ายและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้กับเสริมสุขเอง เพื่อที่จะเดินหน้าเต็มรูปแบบได้ทันทีหลังจากที่หมดสัญญากับเป๊ปซี่ โค อิงค์ ทั้งการเพิ่มบุคลากรในทุกระดับทั้งจากแวดวงเครื่องดื่มน้ำอัดลมด้วยกันเอง และในธุรกิจอื่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงาน รวมถึงการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ด้วย
ล่าสุดเสริมสุข ได้เปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ขององค์กร ภายใต้แนวคิด "เสริมสุขเติมสุข ทุกโอกาส" พร้อมกำหนดวิสัยทัศน์ ก้าวสู่การเป็น "ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพของประเทศไทย" โดยนายฐิติวุฒิ์ บุลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เสริมสุขมีความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่าย สามารถเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย การเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ขององค์กรครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่มุ่งยกระดับองค์กรจากการเป็นบริษัทเครื่องดื่มครบวงจรสู่การเป็น "ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพของประเทศไทย" เพื่อให้องค์กรแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน
แนวคิดดังกล่าวพัฒนาจากหลักในการทำงาน 3S ได้แก่ สมาร์ท (Smart) สไมล์ (Smile) และเซอร์วิส (Service) คือ การเติมสุขด้วยการจัดส่งสินค้าที่มีคุณภาพ พร้อมบริการที่รวดเร็ว เพื่อครองใจลูกค้า นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายรูปแบบที่ตรงกับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม
รวมทั้งให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคม และผู้ด้อยโอกาส โดยภาพลักษณ์ใหม่จะถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนผ่านทางสื่อต่างๆ ทั้งสื่อโทรทัศน์ กับภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ "เติมสุข ทุกโอกาส" เคเบิลทีวี และเว็บไซต์ www.sermsukplc.com ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคมเป็นต้นไป
ปัจจุบันเสริมสุข มีโรงงานรวม 5 แห่ง ได้แก่ ปทุมธานี , นครสวรรค์ , นครราชสีมา , สุราษฎร์ธานี และชลบุรี ศูนย์กระจายสินค้า 50 แห่ง รถลำเลียง รถขาย สำนักงาน รวมพนักงานกว่า 8 พันคน
อย่างไรก็ดีหลังการสิ้นสุดสัญญาธุรกิจระหว่างเป๊ปซี่ โค อิงค์ และเสริมสุข มีกระแสข่าวว่าเป๊ปซี่ โค อิงค์เอง มีแผนจับมือกับบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ในเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ฯ เพื่อดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมต่อทันที เนื่องจากที่ผ่านมาเสริมสุข เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเป๊ปซี่แต่เพียงผู้เดียว หลังหมดสัญญาเป๊ปซี่ โค อิงค์ จึงจำเป็นจะต้องหาพาร์ตเนอร์ใหม่เพื่อดูแลด้านการผลิตให้ แม้เป๊ปซี่ โค อิงค์จะทุ่มเงินกว่า 4 พันล้านบาท ซื้อโรงงานของซานมิเกล ที่จังหวัดระยอง แต่ก็รองรับการผลิตได้เฉพาะเครื่องดื่มน้ำอัดลมแบบขวดพลาสติกพีอีทีเท่านั้น ขณะที่สิงห์เอง แม้จะชำนาญด้านการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เมื่อต้องจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมก็ต้องปรับรูปแบบการกระจายสินค้าใหม่เพื่อให้เหมาะสมและขยายวงกว้างมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปให้ได้มากที่สุด การเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลงจึงยังไม่มีบทสรุป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,764 9-11 สิงหาคม พ.ศ. 2555




