วันก่อนได้เห็นรายงานวิเคราะห์ดัชนีชี้นำการส่งออกเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบการส่งออกไทยจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป ของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย บอกว่า "ภาพรวมการส่งออกปี 2555 ของไทยจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 3.8-7.5%
จากปีก่อนที่ขยายตัวได้ 17.2% โดยระดับที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด คือ 5.8% หรือมูลค่ารวม 242,184 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปีนับจากปี 2552"
ต่อด้วยความเห็นของ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ดังกล่าว ที่ว่า "วิกฤติเศรษฐกิจยุโรปครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยหายไป 3.5% ของมูลค่าการส่งออกโดยรวมหรือคิดเป็นมูลค่า 298,876 ล้านบาท"
ไม่เพียงเท่านั้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แบงก์ชาติก็ออกมาสำทับด้วยรายงานเศรษฐกิจในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า ชะลอตัวลงจากเดือนก่อน อันเป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวติดลบ 4.3% โดยเฉพาะการส่งออกในภาคการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้าและเคมีภัณฑ์ติดลบ
เป็นข้อมูลที่คล้ายกับศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศที่ว่า "สินค้าที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป ประกอบด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ซอสปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ ไข่มุกหรือเครื่องเพชร พลอย อุปกรณ์ถ่ายรูป รถยนต์และส่วนประกอบ..."
สถานการณ์แบบนี้ใครที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ประเภทเงินทุนหนาแน่น อาจจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก ส่วนผู้ประกอบการประเภททุนหมุนเวียนเบาบาง หรือพวกเอสเอ็มอี ที่ผลิตสินค้าในลิสต์ที่ว่าจะได้รับผลกระทบก็คงจะออกอาการ "ขาสั่น" กันบ้าง
ตัวเลขผลกระทบเกือบ 3 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับภาพใหญ่หรือมูลค่าการส่งออกโดยรวมของไทยที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 6 ล้านล้านบาทแล้ว อาจจะไม่หนักหนาสาหัสมากนัก
โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เงินทุนหนาแน่น และมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก แต่สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง หรือเอสเอ็มอี ที่มีทุนหมุนเวียนเบาบาง...แล้วยังผลิตสินค้าในลิสต์ได้รับผลกระทบก็คงจะออกอาการ "ขาสั่น" กันบ้าง!
เชื่อว่าคนที่ติดตามสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจประเทศสมาชิกกลุ่มยูโรโซนแบบต่อเนื่อง ก็คงจะเริ่มออกอาการเป็นห่วงเช่นเดียวกัน แม้ก่อนหน้ารัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะแอกชันสั่งการให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลระดมสรรพกำลังเพื่อรับวิกฤตการณ์ดังกล่าวไปล่วงหน้าแล้วก็ตาม
แต่ ณ วันนี้ก็ยังคงเป็นไอเดียที่ฟุ้งกระจายอยู่ที่ประชุม ไม่มีความคิบหน้าหรือมีมาตรการอะไรออกมาให้วางใจได้... ซ้ำร้ายผู้ประกอบการหลายรายที่รอคอยความหวังเริ่มไม่มีความมั่นใจว่า ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้จะสามารถต้านทานหรือรับมือวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้?
ยกตัวอย่างแค่เรื่องการบริหารจัดการข้าว... กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ารับจำนำข้าวทุกเม็ดจากเกษตรกรในราคาที่กำหนดตามนโยบายของรัฐบาลที่หมายมั่นว่า จะสร้างรายได้ให้ชาวนาหรือเกษตร อยู่ดี กินดี... สอดคล้องกับทฤษฎี 2 สูงของเจ้าสัวเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ เพียงแต่มีปัญหาอยู่ที่ "ฝีมือและความสามารถ" การบริหารจัดการโดยเฉพาะการขายหรือการระบายข้าวระหว่างเครือซีพีกับหน่วยงานราชการ
เห็นได้จากปริมาณข้าวที่รับจำนำ ยังคงนอนนิ่งๆในสต๊อกจำนวนมากมายมหาศาล!!!
เท่าที่รายงานตัวเลขกลมๆ มีปริมาณข้าวที่เข้าสู่ระบบการรับจำนำของรัฐบาล กระจายเก็บใน
สต๊อกมากถึง 11 ล้านตัน!!
ขณะราคารับจำนำกับราคาตลาดยังคงห่างกันมากถึงตันละเกือบหมื่นบาท... ลองบวกลบคูณหารกันดู หากรัฐบาลเทขายข้าวในสต๊อกไปทั้งหมดตอนนี้ จะต้องควักเนื้อหรือขาดทุนไปเท่าไหร่?
นี่คือสัญญาณร้ายที่หลายคนเป็นห่วง!!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,762 5-8 สิงหาคม พ.ศ. 2555




