ส่วนการอภิรายปมไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งในขณะนี้มีสื่อบางฉบับพยายามตีกันทำให้การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า เป็นการรังแกรัฐบาล สื่อว่าเป็นการต้อนฝูงสมันจากการ์ตูนเพื่อช่วยรัฐบาลนั้น ตนยืนยันว่าเป็นการทำหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการรังแกแต่อย่างใด และในขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์มอบการบ้านให้สมาชิกรวบรวมข้อมูลยื่นอภิปรายแล้ว และจองกฐินที่ตัวนายกฯเพราะเชื่อในสมัยประชุมนี้แม้จะมีการปรับ ครม.หนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่นายกฯจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ดังนั้นเป้าการอภิปรายจึงตกอยู่ที่นายกรัฐมนตรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะปรับครม.ที่มีแผลออกไป คนเป็นนายกฯก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ พรรคจะอภิปรายนายกฯด้วย และจะทำอย่างตรงไปตรงมาตามข้อมูลที่พรรคได้รับ โดยในสมัยประชุมนี้มีระยะเวลา 4 เดือนจะยื่นเมื่อไหร่จะดูความพร้อม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมตัวรับการตรวจสอบจากพรรคฝ่ายค้าน และเชื่อว่ามีประเด็นจำนวนมากที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เริ่มตั้งแต่ ภาวะผู้นำ ความล้มเหลวของนโยบายประชานิยม การทุจริตเรียกหัวคิว 30-35 % และโครงการจำนำข้าว เป็นต้น
นายเทพไท ยังกล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ที่รัฐบาลมีแนวคิดประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถูกหลายฝ่ายท้วงติงว่า ขอบคุณรัฐบาลที่รับฟังความเห็นประชาชนมีท่าทีอ่อนลงในเรื่องนี้ เพราะถ้าดันทุรังเอาชนะก็จะเกิดความเสียหายแก้ประชาชนในพื้นที่ การที่จะประกาศเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ก็อยากให้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน กระทบชีวิตความเป็นอยู่ ธุรกิจการท่องเที่ยว ทั้งนี้เห็นว่ารัฐบาลสามารถใช้กฎหมาย และองค์กรตามกฎหมายแก้ปัญหาได้ ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจังและเอาใจใส่ในเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังเกิดเหตุรายวัน ล่าสุดมีการเผาโรงเรียน ดังนั้นการที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าเหตุการณ์ลดลงจากรัฐบาลชุดที่แล้วไม่เป็นความจริง เพราะความรุนแรงสูงกว่ารัฐบาลที่แล้วอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่ศาลอาญาออกคำสั่งห้ามคนเสื้อแดงชุมนุมหน้าศาลในวันที่ 9ส.ค. 55 นั้น ตนสนับสนุนคำสั่งของศาลอาญา ซึ่งความจริงควรมีคำสั่งเช่นนี้มาตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.55 ซึ่งมีการไต่สวนการถอนประกันตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นครั้งแรก เพราะมีพฤติกรรมละเมิดศาลอย่างชัดแจ้ง ทั้งการปิดถนน ใช้เครื่องเสียง จำหน่ายสิ่งของ ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ดังนั้นแกนนำจะต้องแจ้งให้คนเสื้อแดงรับทราบเกี่ยวกับคำสั่งของศาล โดยไม่ควรปลุกระดมให้คนเหล่านี้มาชุมนุม อย่าสร้างเงื่อนไขเพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น นายจตุพร ประกาศจะอดข้าวประท้วงถ้าถูกถอนการประกันตัว เป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อให้คนเสื้อแดงมาชุมนุมหน้าศาลอาญา ทั้งที่ศาลก็มีความเมตตากับคนกลุ่มนี้มาโดยตลอด พิจารณาได้จากการนัดไต่สวนในวันที่ 8 ส.ค.ซึ่งตรงกับสมัยประชุมสภา ทำให้สี่คน คือ ก่อแก้ว วิภูแถลง นายแพทย์เหวง และนายณัฐวุฒิ ใช้เอกสิทธิความเป็น ส.ส.ไม่ไปศาลได้ ทั้งที่หากศาลนัดไต่สวนในช่วงปิดสมัยประชุมแล้วเกิดมีการถอนประกันตัวจนต้องติดคุกแม้จะเพียงชั่วโมงเดียว คนเหล่านี้จะขาดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ทันที
นายเทพไท ยังกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการผลักดัน พรบ.ปรองดองว่า พรรคเพื่อไทยพยายามตีกันคนที่เห็นต่าง โดยกล่าวหาว่าต้องการล้มรัฐบาลนั้น ต้องย้ำว่าเงื่อนไขที่เกิดขึ้นพรรคเพื่อไทยสร้างเองไม่มีใครต้องการล้มรัฐบาลแต่ต้อกงารประกาศว่าคนไทยส่วนนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าไม่ต้องการให้เป็นประเด็นทางการเมือง ก็ควรถอน พรบ.ปรองดองในทันที แต่ทำไมไม่ทำ ทั้งที่เป็นช่องทางที่จะปลดล็อคได้ แต่ขณะนี้กลับซื้อเวลาด้วยการตั้งคณะกรรมการ 11 คน ล็อคเสป็คอย่างน้อย 7 คน รู้คำตอบว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร โดยทั้งหมดจะทำตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณกดรีโมทสั่งจากดูไบได้ทันที จึงไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตบตาประชาชน จะทำอย่างไรให้ฟันธงออกมา เพื่อต่อสู้ทางด้านความคิดให้ชัดเจน
ส่วนการเลือกตั้งประธานวุฒิสภา ซึ่งมีสมาชิกวุฒิสภาออกมาวิเคราะห์ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ และพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนอยากชี้แจงว่าพรรคไม่เคยแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานวุฒิสภา ทุกอย่างเป็นไปโดยอิสระและดุลพินิจของวุฒิสภา การพาดพิงมาที่พรรคประชาธิปัตย์่าเมื่อการเืองเปลี่ยนขั้วประธานวุฒิสภาก็เปลี่ยนขั้วได้นั้น ตนเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาจะเลือกใครก็ได้ พรรคยอมรับมติของวุฒิสภา แต่ที่อยากให้ ส.ว.ตั้งสติ คิือ ตำแหน่ง ส.ว.เป็นสภาสูงควรได้คนเป็นธรรม มีความเป็นกลาง น่าเชือ่ถือ ถ้าให้พรรคการเมืองบางพรรคเข้าไปแทรกแซง เป็นคนของรัฐบาล การเมืองจะย้อนยุคเหมือนปี 2548 ก่อนการเกิดรัฐประหาร คือ รัฐบาลสามารถแทรกแซงนิติบัญญัติที้งสภาและวุฒิสภา จะถูกกล่าวหาเป็นสภาทาสเหมือนปี 2548 จึงอยากให้ ส.ว.เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง




