นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีมุมมองต่อภาวะการลงทุนในระยะ 1-3 เดือนข้างหน้า (สิงหาคม-ตุลาคม 2555) ว่าตลาดหุ้นจะยังมีความผันผวนอยู่เป็นระยะ โดยมีปัจจัยกดดันมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก อาทิ ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยูโรโซน, ความกังวลในการขอความช่วยเหลือทางการเงินของกลุ่มประเทศ PIIGs (โปรตุเกส ,อิตาลี ,ไอร์แลนด์ และกรีซ)รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนแบบช้า ๆหรือ Soft Landing และความไม่ต่อเนื่องของมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจ ในปี 2556 ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว
อย่างไรก็ดี ปัจจัยสนับสนุนในเชิงบวกยังมาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ได้แก่ ความสามารถในการทำกำไรของหลายๆ บริษัทและอุตสาหกรรมยังคงดีอยู่ และน่าจะได้รับผลกระทบไม่มากนักจากการอ่อนตัวลงของเศรษฐกิจโลก
สำหรับในระยะกลางถึงยาว บลจ.ไอเอ็นจีฯ คาดการณ์กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหุ้นไทยจะเติบโตในอัตรา 23% สำหรับปี 2555 และมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งต่อเนื่องในปี 2556-2557 อย่างไรก็ตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้นจะต้องถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากสถานการณ์เหล่านั้นมีการพัฒนาในเชิงบวกมากขึ้น แนวโน้มหุ้นไทยในปี 2556 น่าจะมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก
นายจุมพลกล่าวว่า ขณะที่ในระยะสั้นมีการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะคงจุดยืนในการดำเนินการนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปในการประชุมรอบที่ 5 ของปี ในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2555 หลังจากที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯส่งสัญญาณว่าอยู่ในภาวะการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของบจ.ที่คาดว่าจะออกมาดี ยกเว้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยว่าตลาดหุ้นยังมีความคาดหวังว่าธนาคารกลางสำคัญ ๆ ของโลกจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)รอบ 3 หรือมาตรการคิวอี 3 ของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ และเป็นการหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้น
ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดยังคงมีความหวังเชิงบวกต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะยังหนุนดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับขึ้นเฉลี่ยทุกตลาดนั้น บล.เอเซีย พลัสฯ แนะนำซื้อหุ้นที่เคลื่อนไหวตามตลาด (High Beta) ในกลุ่มที่อิงกำลังซื้อของตลาดโลก(Global play) ซึ่งส่วนใหญ่ราคาได้ปรับตัวลงต่ำกว่าตลาดอย่างมากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา(พฤษภาคม-กรกฎาคม) ประกอบด้วย บมจ. พีทีที โกลบอล เคมีคอล (PTTGC), บมจ.อินโดรามา(IVL),บมจ.ปตท.( PTT) และบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ตรงกันข้ามแนะนำให้ขายหุ้นที่อิงกำลังซื้อในประเทศ ซึ่งประกอบด้วยหุ้นค้าส่ง-ค้าปลีก โรงพยาบาล และบันเทิง เป็นต้น เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงกว่าตลาดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามในมุมมองของบล.เอเซีย พลัสฯ คาดว่าแนวโน้มการออกมาตรการ QE3 (ตามเวลาในประเทศไทย วันที่31 กรกฎาคมและ 1 สิงหาคม) ยังมีน้ำหนักไม่มากพอ เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐฯ บางกลุ่มยังเชื่อว่าการออกมาตรการQE ครั้งหลังสุด ในช่วงเกิดวิกฤติซับไพรม์ ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาการว่างงานอย่างแท้จริง แม้หากพิจารณาการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี ของสหรัฐฯไตรมาส 2/55 ที่เติบโตเพียง 1.5% ซึ่งต่ำกว่า 2% ไตรมาส1/55 และอาจทำให้ประมาณการทั้งปี 2555 ไม่เป็นไปตามคาดที่ 2% และตัวเลขอัตราการว่างล่าสุดยังคงยืนอยู่ที่ 8.2% มานาน และดูเหมือนจะลดลงจากระดับนี้ลำบากขึ้น
ส่วนการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 2 สิงหาคมนั้น เชื่อว่ามีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 0.5% หลังจากที่ลดไปแล้วก่อนหน้านี้ในอัตราเท่ากันไปแล้ว 0.25% ในเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังน่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือกรีซ และสถาบันการเงินที่มีปัญหาในยุโรป หลังจากที่ประธาน ECB ให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่าจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพของยุโรปไว้ ถือว่าเป็นประเด็นที่จะมีน้ำหนักบวกต่อตลาด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,762 2-4 สิงหาคม พ.ศ. 2555




