ศาสตราภิชาน ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการสัมมนาเรื่อง Thailand Futuer Forum หัวข้อ "Thailand at the Crossroads: อนาคตไทย เราเลือกได้" โดยสะท้อนความคิดเห็นของภาคเอกชนสรุปได้ 4 ข้อ คือ 1.โลกข้างหน้าเป็นโลกยุคดิจิตอล อนาคตของคน ในประเทศต้องเกี่ยวข้องกับดิจิตอล อนาคตของไอที อนาคตของการลงทุนจะเป็นอย่างไรต้องรวดเร็ว จะขยักขย่อนไม่ได้ เพราะจะเกิดความเสียหาย
2. อนาคตข้างหน้าเราต้องแข่งขันกันด้วยอินโนเวชัน เราต้องมียุทธศาสตร์ การศึกษา การวิจัย มหาวิทยาลัยต้องเชื่อมต่อกันอย่างไร 3.จะทำอย่างไรให้นักลงทุนเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง และ 4. ความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ AECทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นฮับ เป็นศูนย์กลางของ AEC โดยให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย มีความเท่าเทียมและบูรณาการที่ครบวงจร
"หลายสิ่งหลายอย่างที่ภาคเอกชนสะท้อนออกมาซึ่งตรงกันคือไม่ต้องรอภาครัฐ แม้ภาครัฐจะสำคัญแต่น่าเสียดายที่การเมืองไทยไม่นิ่ง การขับเคลื่อนประเทศเปราะบาง ภาคประชาชนอ่อนแอไม่สามารถขับเคลื่อนพลังได้เต็มที่ ความหวังของประเทศวันนี้คือภาคเอกชน ซึ่งมีความพร้อมทั้งปัญหาและบุคลากรถ้าภาคเอกชนไม่ส่งเสริมไม่ขยับเขยื้อนประเทศไทยก็จะถดถอย มีหลายอย่างที่ภาคเอกชนริเริ่ม เช่น หอการค้าเริ่มต่อต้านการคอร์รัปชันโดยไม่ต้องรอให้ใครริเริ่ม น่าจะสะท้อนได้ว่าเราสามารถเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องมีคนชี้นำ เอกชนพูดวันนี้เป็นเสียงดังๆที่สะท้อนไปยังรัฐบาลทำอย่างไรจะนำไปสู่การปฏิบัติได้ซึ่งต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำให้เกิดความเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด"
ศาสตราภิชาน ดร. ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังกินบุญเก่า จึงสามารถฝ่าฝันมาได้ถึงขนาดนี้ ถ้าบุญเก่าหมดแล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไรแล้วเราจะทำอย่างไร "หลังเกิดรัฐประหาร(19 กันยายน 2549)ส่งผลให้การเดินตามแผนช้าไปอีก 10 ปี ขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่เออีซี ภาคเอกชนพร้อมที่จะปรับตัวให้มากกว่าภาครัฐ ตรงนี้จึงกลายเป็นช่องว่างที่ภาครัฐต้องตามเอกชนให้ทัน ไม่อย่างนั้นบุคลากรเก่งๆจะถูกดึงมาสู่ภาคเอกชนจนหมด
"สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในภาครัฐเป็นผลมาจาก ผู้บริหารต้องใช้เวลาในการประชุมต่อวันมากเกินไป และต้องคอยฟังนโยบายจากภาคการเมือง ทำให้หลายโครงการสำคัญต้องล่าช้าอย่างน่าเสียดาย เช่น รถไฟใต้ดินล่าช้าไป 40 ปี เป็นต้น ภาครัฐควรลดเวลาการประชุมให้น้อยลง"
ขณะที่ ดร.อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด กล่าวถึงจุดแข็งของภาคเอกชนไทยว่า เอกชนต้องปรับตัวสูงมาก ทั้งเรื่องของความคิดในการทำงานที่เปลี่ยนไป การพัฒนาคนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมาก สามารถรับคนทุกภาคเข้ามาทำงานได้หากมีคุณภาพและศักยภาพพอ "การพัฒนาของเอกชนเป็นเพราะต้องการเอาตัวรอด ถ้าภาครัฐไม่มายุ่งก็จะดีขึ้น "
ด้านนายธีรพงษ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยขาดนั่นคือมียุทธศาสตร์แต่ไม่มีการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่มีการผลักดันว่าสินค้าใด อุตสาหกรรมการส่งออกใดจะเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทย
นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่าอนาคตต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยผลิตสินค้าให้กับประชากรในภูมิภาคอีก 200-300 ล้านคน บริโภค รัฐบาล นักวิชาการควรทำงานร่วมกับเอสเอ็มอีเพื่อส่งเสริมให้เข้าไปลงทุน ร่วมทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม เพราะหากเริ่มล่าช้าอาจทำให้คู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย เวียดนามแซงหน้าไทย และพม่าก็จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น หากทำได้จะส่งผลให้มูลค่าทางตลาดเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านล้านบาทได้ใน 10-20 ปีข้างหน้า
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ให้บริการโดยบริษัท ทรูมูฟ จำกัด จะหมดสัญญาสัมปทานภายในเดือนกันยายน 2556 แต่ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแล คือ กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ยังไม่ได้มีกฎระเบียบมารองรับในเรื่องนี้แต่อย่างใด
" กสทช. ต้องพิจารณาในเรื่องมหภาคอย่าทำตามกระแสควรจะส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็งเพราะภาคเอกชนต้องรับภาระแบกรับต้นทุน หากรัฐวิสาหกิจไทยอ่อนแอภาคเอกชนก็อ่อนแอตามไปดด้วย "
ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ตลาดต่างประเทศมีการขยายตัวมากขึ้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและธุรกิจนั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นโอกาสของธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบในธุรกิจทั้งการเก็บเกี่ยวทรัพยากรและวัตถุดิบการผลิต รัฐบาลควรเดินหน้าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆอย่างต่อเนื่อง หากดำเนินการสำเร็จจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับธุรกิจในประเทศไทย และสามารถเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคได้ด้วย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการในอนาคต
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความกล้าในการตัดสินใจที่ดี ทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตและมีการพัฒนามาได้ทุกวันนี้ ตรงข้ามหากเราไม่ทำอะไร ไม่ตัดสินใจอะไร ...อนาคตประเทศจะฝ่อไปเรื่อยๆ เหมือนประเทศฟิลิปปินส์ หากกล้าตัดสินใจทำสิ่งที่ยากและจำเป็นอนาคตประเทศก็จะเดินหน้าไปได้เหมือนเกาหลีใต้ หรือไต้หวัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,762 2-4 สิงหาคม พ.ศ. 2555




