นายสมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์วิกฤติปัญหาหนี้สหภาพยุโรปอย่างใกล้ชิด รวมถึงวิกฤติทางการเงินที่อาจลุกลามไปถึงสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบต่อระบบทางการเงินเหมือนกับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมรับมือกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นตามมาอีก เนื่องจากขณะนี้พบว่าวิกฤติยูโซนดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ลดลง และมีแนวโน้มว่าในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะปรับตัวลดลงมากขึ้นอีก หากสถานการณ์การแก้ไขปัญหาหนี้ยังไม่คลี่คลาย
ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลการส่งออกสินค้าดังกล่าวในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีการส่งออกไปสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่มีสัดส่วนอยู่ที่ 13 % ขณะที่สหรัฐอเมริกามีสัดส่วน 15 % ได้ปรับตัวลดลง 9.53 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหรือมีมูลค่า 2.949 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
โดยการส่งออกไปประเทศเนเธอร์แลนด์ ติดลบถึง 11% ประเทศเยอรมนี ติดลบ 0.7 % สาธารณรัฐเช็ก ติดลบ 4 % และ ประเทศอังกฤษ ติดลบ 12% เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าการนำเข้าในภาพรวมของสหภาพยุโรปเองที่ติดลบถึง 40 % จึงส่งผลมายังสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
ประกอบกับในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของไทยเอง กำลังอยู่ช่วงฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผลิตสินค้าได้ไม่เต็มที่ จึงส่งผลให้การส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ลดลงตามไปด้วย ซึ่งการส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปที่ลดลง ส่งผลให้ภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ลดลงตามไปด้วย 2.23 % หรือคิดเป็นมูลค่าส่งออก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นเครื่องปรับอากาศ 401.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกสูงสุดคือ อุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ 1.942 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นายสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการเตรียมการรับมือของผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวนี้ อาจจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ๆ รองรับการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย ที่ยังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตที่จะกลับมาโตอีก 37 % จากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนการขยายตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศปีนี้ เดิมคาดว่าจะเติบโตประมาณ 5 % เป็นสินค้าในกลุ่มไฟฟ้าโตประมาณ 6 % และอิเล็กทรอนิกส์โตประมาณ 4 % เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังคาดว่าแนวโน้มการผลิตสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะกลับมาดีขึ้น และเชื่อว่ากำลังการผลิตจะกลับมาเดินเครื่องได้ 100 % ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ด้านนางจินตนา ศิริสันธนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิแอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สำหรับการส่งออกใน 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค. 2555) นั้น ค่อนข้างดีเนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากสภาพอากาศค่อนข้างร้อน ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศเพิ่มสูงขึ้น และมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังยอดการใช้เครื่องปรับอากาศน่าจะยังมีแนวโน้มที่อยู่ จากการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การส่งออกไปยุโรปนั้นตอนนี้คาดว่าน่าจะติดลบอยู่ที่ 20 % โดยข้อมูลจากการส่งออกไปยุโรปในช่วง 5 เดือนแรกมีมูลค่าส่งออกประมาณ 289 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังนี้ยอดการส่งออกก็น่าจะชะลอตัวลงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงสภาพอากาศที่หนาวเย็นในสหภาพยุโรปและอเมริกา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,762 2-4 สิงหาคม พ.ศ. 2555




