นายวัลลภ พิชญ์พงศา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด ผู้ส่งออกรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกราคาสูงทั้งข้าวเปลือกนาปี 2554-55 และข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ที่ยังรับจำนำอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนที่สูง และต้องขายในราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่งขัน ดังนั้นจึงคาดว่าในปีนี้บริษัทจะส่งออกข้าวได้ที่ประมาณ 1 ล้านกว่าตัน จากปีที่แล้วส่งออกกว่า 2 ล้านตัน
"ปีนี้ลำบากที่จะเติบโตทั้งปริมาณและมูลค่า จากปกติในแต่ละปีบริษัทจะมียอดส่งออกโดยเฉลี่ยคิดเป็นสัดส่วน 15-18% ของการส่งออกข้าวในภาพรวมของประเทศ และในปีนี้ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดไทยจะส่งออกข้าวได้เพียง 6.5 ล้านตัน จากปีที่แล้วส่งออก 10.6 ล้านตัน เหตุมาจากข้าวไทยราคาสูงมาก ทำให้เสียตลาด คู่ค้าหันไปซื้อเวียดนาม-อินเดียแทน อย่างไรก็ดีในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยอดส่งออกข้าวของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะได้อานิสงส์จากไนจีเรียเร่งสั่งซื้อข้าวนึ่งก่อนที่รัฐบาลเขาจะเก็บภาษีนำเข้าข้าวเพิ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2555 แต่ในครึ่งปีหลังซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดปกติ บริษัทจะต้องปรับกลยุทธ์ และหาตลาดทดแทนไนจีเรีย"
นายวัลลภ กล่าวยอมรับว่า การหาตลาดส่งออกใหม่เป็นเรื่องค่อนข้างยากหากราคาข้าวไทยยังสูงกว่าคู่แข่งขันมาก (ราคาข้าวไทยทุกชนิดเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งขันเกือบ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน) ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่นโยบายรัฐบาลว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดให้ฟื้นตัวหรือให้ซบเซาต่อไป ขณะที่ความพยายามยกระดับราคาข้าวไทยในตลาดโลกให้สูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไทยไม่ใช่ผู้ค้ารายเดียวที่กำหนดราคาตลาดโลก อยากให้รัฐบาลตั้งราคาที่ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะตั้งสูงเกินไป ก็ไม่มีใครซื้อ และที่ผ่านมาบริษัทได้พยายามติดต่อกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับแต่อย่างใด
ด้านนายเสริมศักดิ์ ควรทรงธรรม ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ข้าวไชยพร จำกัด ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2555 ปริมาณการส่งออกข้าวนึ่งของบริษัทได้ลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดทั้งปีนี้บริษัทจะมียอดส่งออกข้าว 5.5 แสนตัน จากปีที่แล้วส่งออกได้ร่วม 7แสนตัน เหตุจากต้นทุนสูงต้องขายแพง สะท้อนได้จากอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่เคยซื้อข้าวไทยเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้กลับขายไม่ได้เลย
สำหรับการส่งออกข้าวของบริษัทในครึ่งปีหลัง ยังมุ่งเป้าไปยังตลาดอิรัก ที่มีความชื่นชอบข้าวไทยเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอิรักเคยนำข้าวขาว 5% จากอินเดีย แต่สุดท้ายคุณภาพไม่ผ่านจึงมองเป็นผลดีกับไทย แต่ละปีอิรักซื้อข้าวจากบริษัทครั้งละ 1 แสนถึง 2แสนตัน แต่ปีนี้เพิ่งซื้อไปครั้งเดียวแค่ 7 หมื่น ตัน ซึ่งจากข่าวที่รัฐบาลไทยเตรียมระบายข้าว จะทำให้ราคาข้าวในตลาดลดลง และหวังอิรักจะมาช้อนซื้อภายหลัง
ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮ่วยชวนค้าข้าว จำกัด กล่าวว่า ผ่านมา 6 เดือนแล้ว บริษัทเพิ่งขายข้าวหอมมะลิได้กว่า 2 หมื่นตัน จากปกติจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นตัน เทียบในเวลาเดียวกันหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนข้าวขาว 5% ขายไม่ได้เลย คู่ค้าอินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ หันไปซื้อเวียดนาม เพราะราคาถูกกว่า ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นคาดจะส่งออกได้ประมาณ 5 หมื่นตัน จากปีที่แล้วส่งออก 8 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
"หากรัฐบาลยังดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อเนื่อง ในปีหน้าบริษัทอาจต้องเปลี่ยนไปขายข้าวให้กับเพื่อนบ้านแทน เพราะปัจจุบันข้าวหอมเวียดนาม และข้าวหอมกัมพูชาในตลาดได้รับการยอมรับขึ้นเรื่อยๆ และราคาถูกกว่า ขายได้กำไรมากกว่า"
นายวุฒิพล หวั่งหลี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ชัยทิพย์ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิ กล่าวว่า หากพิจารณาสถิติการส่งออกข้าวไทยจะเห็นว่าข้าวหอมมะลิ ปริมาณการส่งออกจะหายไปเล็กน้อยเมื่อเทียบกับข้าวชนิดอื่นๆ แต่ในข้อเท็จจริงตลาดข้าวหอมมะลิ ซึมยาวต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว จากราคาที่สูง ในครึ่งปีหลังคงต้องรอดูทิศทางนโยบายของรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรเพื่อกระตุ้นการส่งออก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,761 29 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555




