นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างประเทศ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิกว่า 5.06 แสนล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในตราสารหนี้อายุมากกว่า 1 ปี พบว่านักลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิประมาณ 1.18 แสนล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2555 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.04 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนปี 2554
ในขณะที่การถือครองตราสารหนี้ระยะยาวอย่างพันธบัตรรัฐบาลของนักลงทุนต่างชาติ มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นกว่า 1.65 แสนล้านบาทเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2554 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในตราสารหนี้ระยะยาว ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดรอง พบว่ามูลค่าการซื้อขายตราสารหนี้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 อยู่ที่ 9.85 ล้านล้านบาท นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ อย่างพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท.) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตราสารหนี้
แต่อย่างไรก็ตามการซื้อขายในตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการคาดการณ์ของตลาดที่ว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในช่วงขาลงมากกว่าขาขึ้น โดยการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 (ไม่รวมตราสารหนี้ระยะสั้น อายุน้อยกว่า 1 ปี) อยู่ที่ประมาณ 18,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนประมาณ 95%
สำหรับภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ไทย(ในตลาดแรก)ช่วงครึ่งแรกของปี 2555นั้น นายบัณฑิต กล่าวว่า ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าคงค้าง (Outstanding) ของตราสารหนี้ทุกประเภทรวมกันเท่ากับ 8.06 ล้านล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2554
ทั้งนี้ตราสารหนี้ที่มีปริมาณการออกใหม่สูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปีได้แก่ พันธบัตร ธปท. มูลค่าประมาณ 4.42 ล้านล้านบาท (79% ของมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว) ส่วนตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) มีมูลค่าการออกใหม่ 2.45 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 121% เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์เข้ามาระดมทุนผ่านหุ้นกู้ในปริมาณที่สูงขึ้นกว่าเดิมค่อนข้างมาก ส่งผลให้ปริมาณหุ้นกู้ออกใหม่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
กลุ่มของธุรกิจที่ออกหุ้นกู้สูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ รองลงมาได้แก่ กลุ่มพลังงานในขณะที่ตราสารหนี้ระยะสั้นภาคเอกชน (Commercial Paper: CP) มีมูลค่าการออกใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
นายบัณฑิต กล่าวว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 ประมาณ 2.45 แสนล้านบาท เป็นการระดมทุนจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กว่า 9.1 หมื่นล้านบาท (37% ของหุ้นกู้ออกใหม่ทั้งหมด) โดยเกือบทั้งหมดเป็นการออกในลักษณะของหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ซึ่งธนาคาร สามารถนำไปนับเป็นเงินทุนสำรองขั้นที่ 2 ของตนเองได้ ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนของธนาคาร
ในขณะที่มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้นปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 อัตราดอกเบี้ยในประเทศมีทิศทางที่จะปรับตัวลดลง ส่งผลให้การแข่งขันกันออกตราสารระยะสั้นเพื่อรองรับฐานลูกค้ารายใหญ่ของตนเอง ไม่มีความรุนแรงมากเท่ากับในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ออกตราสารหนี้ระยะสั้นกว่า 4.02 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าการออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 ที่มีมูลค่าเพียง 1.63 แสนล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,760 26-28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




