ไม่ได้แปลกใจเลยกับข้อมูลผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ณ เดือนมิถุนายน ที่อาจารย์เสวนีย์ ไทยรุ่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาแถลงเมื่อสัปดาห์ก่อน
โดยระบุว่ากลุ่มตัวอย่าง 2,400 ราย ที่มาจาก ผู้ประกอบการ ประชาชน และพนักงานรัฐวิสาหกิจกับข้าราชการ 85.9% บอกว่าต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้งานจากภาครัฐ โดยระบุว่าเงินที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะอยู่ระหว่าง 30-35% เพราะที่ผ่านมามีการระบุถึงเงินที่พ่อค้ามักเปรียบเปรยค่าใช้จ่ายลักษณะนี้ว่าให้ "เก๋าเจี๊ยะ" ในอัตราใกล้เคียงกัน
แต่ที่น่าแปลกใจ คือรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ให้การบริหารราชการเป็นไปโดยสุจริตกับออกแรงเพื่อสะสางเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งที่ตัวนายกฯยิ่งลักษณ์เคยเรียกร้องให้ต่อต้านการคอร์รัปชัน ซึ่งค่านิยมของคนไทยจำนวนไม่น้อยว่าเป็นเรื่องถูกต้องทั้งที่เป็นการทุจริตและไม่ถูกต้อง และ คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยทำท่าว่าจะผลักดันให้การปราบปรามคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ แต่ไม่มีอะไรคืบหน้ามากกว่านั้น จัดเรียงเหตุการณ์ดังกล่าวเหมือนกับรัฐบาลจัดอันดับความสำคัญของการแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้อยู่อันดับท้ายๆ
หนำซ้ำท่าทีรัฐบาลดูเมินเฉยต่อเสียงเรียกร้องของ องค์กรภาคเอกชนต่างๆ อาทิ ภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชัน ที่ขอให้เปิดเผยข้อมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ให้สาธารณชนรับทราบความคืบหน้าทุกขั้นตอนหรือสมาคมวิชาชีพ หรือวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) ที่ออกมาระบุว่า ทีโออาร์ของโครงการนี้ ข้ามขั้นตอนสำคัญ หรือมุ่งเชิงเทคนิคมากกว่าประเมินผลกระทบที่เสียหายจากการทำโครงการ
ข้อกังวลดังกล่าว คนในรัฐบาลอาจจะแย้งว่า จินตนาการไปเอง เหมือนตอนสู้ความในศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ายึดเอาพฤติกรรมจ่ายใต้โต๊ะที่รับรู้กันในวงกว้าง "มีอยู่จริง" ดังผลสำรวจข้างต้น จึงไม่มีเหตุผลว่าทำไมการคอร์รัปชันจึงจะไม่เกิดขึ้นกับโครงการลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท หากไม่มีระบบตรวจสอบที่ดีพอ
ยิ่งพิเคราะห์สถานการณ์โดยรอบ นับจากรัฐบาลเมินข้อเรียกร้องของภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชั่น ให้เปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างเป็นระบบ การให้อำนาจ ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทุกภัย(กบอ.) สามารถพิจารณาโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ยิ่งเผยให้เห็นโอกาสที่อาจจะเกิดจุดรั่วไหลจากโครงการมหึมาโครงการนี้มากขึ้นเท่านั้น
ถ้าเอาฐานจากดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยที่ระบุว่าต้องจ่ายใต้โต๊ะอยู่ระหว่าง 30-35 % เป็นตัวตั้ง ราคาที่ต้องจ่ายรวม เพื่อให้ได้โครงการบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท คงไม่น้อยกว่า 9 หมื่นล้านบาท หรือ เกือบ 1% ของจีดีพี ลำพังการให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาการันตีว่าไม่มีทุจริตเห็นจะไม่พอ เพราะโครงการใหญ่ขนาดนี้รัฐบาลควรเป็นฝ่ายเริ่มสร้างกลไกและระบบที่ประชาชนมั่นใจว่า เงินลงทุนที่ใช้ในโครงการลงทุนระบบน้ำจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมัวยืนกรานท่องคาถา "ไม่มีทุจริต" ปล่อยให้ ตัวแทนองค์กรภาคเอกชนรุกนำเสนอระบบตรวจสอบขึ้นเอง หรือล่าสุด ป.ป.ช. เตรียมตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจตราการใช้เงินลงทุนในโครงการระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ในท้ายที่สุดรัฐบาลจะถูกมองว่าไม่จริงจังในการควบคุมใช้งบประมาณในโครงการบริหารจัดการน้ำ
หวังว่าสิ้นเดือนนี้ที่ นายกฯยิ่งลักษณ์มีโปรแกรมแถลงเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและชาวบ้าน จะเติมเรื่องการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสเข้าไปด้วย เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าลงทุนไปแล้วจะได้ของใช้ที่ราคาสมเหตุสมผลไม่ใช่ครึ่งราคา เหมือนโครงการรัฐบางแห่งที่สร้างเสร็จแล้วใช้งานไม่ได้ เพราะอีกครึ่งโดน "เก๋าเจี๊ยะ" ไปแล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,759 22-25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




