สถานการณ์ราคายางพาราที่อ่อนตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายปี 2554 ผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน กระทั่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 ได้ประกาศยกระดับราคายางพาราผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โดยสนับสนุนสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยวงเงิน 15,000 ล้านบาท ผ่านองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) 10,000 ล้านบาท และผ่านสถาบันเกษตรกร 5,000 ล้านบาท ให้รวบรวมซื้อผลิตภัณฑ์ยางเก็บสต๊อกอาทิ น้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางก้นถ้วย แปรรูปเป็นน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางแผ่นดิบให้อยู่ที่ระดับกก.ละ 120 บาท
จากวันนั้นถึงวันนี้ ปรากฏว่าผลของการปฏิบัติดังกล่าวกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะราคายางพารายังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกร พ่อค้าคนกลาง รวมไปถึงผู้ส่งออกรายใหญ่ ที่มียางอยู่ในสต๊อกหรือซื้อยางเก็บสต๊อกเพิ่มเติมหวังจะได้กำไรจากนโยบายยกระดับราคายาง ต้องประสบปัญหาขาดทุนไปตามๆ กัน
++พ่อค้าขาดทุนนับพันล้าน
นายอภิชาติ พันธุ์พิพัฒน์ นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงผลกระทบจากราคายางพาราที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว ถึงขณะนี้ยังไม่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เก็บสต๊อกไว้ช่วงยางราคาสูงต้องประสบปัญหาขาดทุนกันถ้วนหน้า และในฐานะที่ตนเองดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท นาบอนรับเบอร์ จำกัด ยอมรับว่ามีสต๊อกน้ำยางข้นจำนวน 1,000 ตัน ราคาต้นทุนอยู่ที่กก.ละ 72 บาท ปัจจุบันราคา ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 อยู่ที่กก.ละ 60 บาท ขาดทุนกก.ละ 10 บาท หรือหลัก 10 ล้านบาท ณ เวลานี้จึงยังไม่ขาย เหตุที่ตุนสต๊อกน้ำยางข้นไว้ เพราะรัฐบาลประกาศจะดันราคายางแผ่นดิบขยับไปถึง กก.ละ 120 บาท จึงได้ซื้อเก็บไว้ เพราะหากราคายางแผ่นดิบขึ้น ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นจะขึ้นตามไปด้วย
"หากประเมินสมาชิกสมาคมน้ำยางข้นไทย คาดว่าจะมีสต๊อกน้ำยางข้นรวมกัน จำนวน 10,000 ตัน ราคาเฉลี่ยไว้ที่ กก.ละ 70-80 บาท ส่วนยางแผ่นรมควัน คาดว่าจะมีสต๊อก จำนวน 20,000 ตัน ราคาเฉลี่ยไว้ที่ กก.ละ 100 บาท รวมสต๊อกทั้ง 2 ชนิดที่ยังขายออกไม่ได้ ขาดทุนรวมกันกว่า 3,700 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีส่วนของพ่อค้าคนกลาง ที่ไปรับซื้อจากเกษตรกรโดยตรงถึงที่สวน หรือเรียกว่าพวก ยี่ปั๊วซาปั๊ว ที่ซื้อเก็บไว้กลุ่มนี้ คาดว่าขาดทุนไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท กลุ่มสหกรณ์ต่างๆ อีก รวมกันแล้วขาดทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท"
++สหกรณ์เจ๊งหมื่นล้าน
ด้านนายอุดมศักดิ์ ศุทธิเวทิน ประธานเครือข่ายเกษตรกร สถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร ได้ประเมินการขาดทุนของสถาบันเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจ และสหกรณ์ แถบพื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก มีปริมาณยางที่เก็บสต๊อกยางไว้รวมกันประมาณ 10,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าขาดทุนรวมทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท เพราะช่วงนั้นเกษตรกรได้ซื้อยางตุนไว้
"ในฐานะที่ปรึกษาสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด สหกรณ์แห่งนี้มีสต๊อกยางแผ่นดิบจำนวน 70 ตัน ซึ่งวันที่ซื้อต้นทุนอยู่ที่กก.ละ 100 บาทเศษ แต่วันนี้ราคายางลงเฉลี่ย 80 บาทเศษไม่ถึง 95 บาท ก็ยังขายไม่ได้ ขายก็ขาดทุน จำเป็นต้องเก็บไว้รอให้ราคายางขยับขึ้น"
สอดรับกับนายสมบูรณ์ ปัสเสนะ ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านวังปัก จำกัด ที่กล่าวยอมรับว่าราคายางที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีโครงการพยุงราคาแต่ยังไม่ขยับสูงขึ้นเหมือนเดิม โดยก่อนหน้านี้ชาวสวนยางเคยขายน้ำยางสดได้กก.ละ 160-170 บาท ในขณะที่ชาวสวนยางมีภาระผ่อนทรัพย์สิน อาทิรถยนต์ รถจักรยานยนต์ วันนี้ราคาน้ำยางสดลงเหลือกก.ละ 70 บาท ยอมรับว่าได้รับผลกระทบ หากแต่โชคดีเพราะบริษัทไฟแนนซ์ผ่อนปรนการผ่อนชำระให้จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการถูกยึดรถกัน
++เบื้องลึกราคาไม่ขยับ
อย่างไรก็ดีแม้ว่ารัฐบาลจะได้อัดฉีดเม็ดเงินรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ถึงปัจจุบันอ.ส.ย.ได้ใช้เงินรวบรวมยางพาราไปแล้วประมาณ 5,000 ล้านบาท สถาบันเกษตรกร 500-600 ล้านบาท จากวงเงินรวม 15,000 ล้านบาท แต่ราคายางยังไม่ขยับสูงขึ้นตามเป้าหมาย สาเหตุเพราะว่าในส่วนของการรวบรวมยางของอ.ส.ย.นั้น ทางอ.ส.ย. ไม่กล้ารับซื้อนำตลาดมาก เพราะหวั่นว่าจะประสบปัญหาขาดทุน ประกอบกับก่อนหน้ารัฐบาลไม่ได้มีนโยบายชดเชยส่วนที่ขาดทุนให้กับอ.ส.ย. กระทั่งการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมาที่ประชุมเพิ่งจะเห็นชอบชดเชยการขาดทุนให้กับอ.ส.ย.แต่ทั้งนี้แม้กนย.จะเห็นชอบแต่มติกนย.ยังไม่มีผลต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก่อน
ขณะเดียวกันยังเป็นผลพวงมาจากสถานการณ์ราคายางตลาดโลก อันเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ชะลอซื้อ จึงทำให้ความต้องการยางโลกชะลอตัวลง จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ภาวะราคายางในประเทศไม่ขยับเท่าที่ควร
++แจงแค่พยุงราคา
นายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการสวนยาง (อ.ส.ย.) กล่าวถึงโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางที่ให้เงินกู้กับ อ.ส.ย.จำนวน 10,000 ล้านบาท ที่ได้อนุมัติผ่านมติครม.เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 นั้น เป็นเงินปลอดดอกเบี้ยเพื่อพยุงราคา ไม่ใช่แทรกแซงราคาอย่างที่เกษตรกรเข้าใจ ดังนั้นในการรับซื้อ อ.ส.ย.ในฐานะรัฐวิสาหกิจจะต้องคำนึงถึงผลประกอบการกำไรขาดทุนเหมือนบริษัท ซึ่งวิธีการที่ผ่านมาก็คือรับซื้อ อิงตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่กก.ละ 3 บาทเท่านั้น ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จระดับหนึ่งคือไม่ได้ทำให้ราคาตกต่ำไปกว่านี้ แต่ถ้าจะให้ได้ผลจริง โดยไม่คำนึงถึงราคาตลาด จะต้องเปลี่ยนมติครม.ให้เห็นชอบใหม่ แล้วชดเชยการขาดทุนให้ทาง อ.ส.ย. พร้อมที่จะปฏิบัติตาม ทั้งนี้ในการที่ใช้ราคานำตลาดเพียง 3 บาท นั้นเป็นเพราะคำนึงถึงช่วงขายออกด้วย ไม่ใช่จะเก็บกักตุนไว้เพียงอย่างเดียว
ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบประกันการขาดทุนให้กับ อ.ส.ย. ด้วย ดังนั้นอ.ส.ย.จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้น โดยราคาจะไม่อิงกับตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ เหมือนที่ผ่านมา แต่จะอยู่ภายใต้คณะกรรมการการกำหนดราคากลาง ไม่ใช่ผู้อำนวยการจะเป็นคนกำหนดราคา วิธีการคือ ราคายังคงชี้นำตลาดกลางไม่ต่ำกว่า 3 บาท หากตลาดกลางยางพาราราคาลง แต่ อ.ส.ย.จะไม่ลงตาม แต่ถ้าราคาปรับขึ้น ราคารับซื้อ อ.ส.ย.จะปรับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงเป้าหมายที่ กก.ละ 120 บาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,756 12-14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




