หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ข่าวหน้า1 คอลัมน์ : Big Stories ธุรกิจวอนเคารพศาลภาวนาศุกร์13อย่าบานปลายเชื่อตัดสินไม่สุดโต่ง

ธุรกิจวอนเคารพศาลภาวนาศุกร์13อย่าบานปลายเชื่อตัดสินไม่สุดโต่ง

พิมพ์
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 

altภาคเอกชนภาวนาการเมืองอย่าบานปลายถึงปะทะ "พยุงศักดิ์"หวังไม่วุ่นวาย ดำเนินตามครรลองคลองธรรม  เคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อคำตัดสินจะไม่ส่งผลสุดโต่ง มั่นใจรัฐบาลปูยังอยู่ได้ "อนุสรณ์"ชี้ยืดเยื้อระวังทุนหนีลงทุนนอก

  วงการท่องเที่ยววอนความรุนแรงการเมืองกระทบหนักยืดเยื้อ อย่าให้ต้องนับหนึ่งใหม่เรื่อย ๆ   แต่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองส่งผลกระทบแล้ว กลุ่มทุนจีนชะงักแผนลงทุน รอดูความชัดเจนก่อน ด้านธุรกิจอสังหาฯลอยตัว การเมืองไม่กระทบการตัดสินใจซื้อบ้าน
              ความขัดแย้งทางการเมืองที่เขม็งเกลียวรวมศูนย์อยู่ที่ การนัดอ่านคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ เพื่อวินิจฉัยกรณีคำร้อง การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่ดำเนินการค้างอยู่ในวาระสองของรัฐสภา ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ซึ่งแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลและมวลชนเสื้อแดง ต่างชี้ว่า เป็นขบวนการจ้องล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และเตรียมชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยทั่วประเทศ จนหวั่นวิตกว่า จะเป็นชนวนความรุนแรงทางการเมืองระลอกใหม่ นั้น
-วอนยึดเหตุผลและคลองธรรม
              แวดวงธุรกิจเองก็หวั่นไหวกับความขัดแย้งที่ตั้งเค้านี้ถ้วนหน้ากัน โดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การเมืองกลับมาน่าเป็นห่วงอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถือเป็นปัจจัยที่ไม่กังวลมากนัก ทั้งนี้ ภาคเอกชนเป็นห่วงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว เพราะปัญหาการเมืองที่เผชิญอยู่นี้ต่อเนื่องมา 5-6 ปีแล้ว และยังมองไม่เห็นทางออก ในขณะที่ประเทศคู่แข่งพัฒนาไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หยุดชะงักเหมือนไทย 
              "หลังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคมนี้ ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่หวังว่าจะไม่มีความวุ่นวาย และขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักของเหตุและผล ดำเนินการให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรม ซึ่งจะทำให้ไทยเดินหน้าต่อไปได้ เพราะที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งยาวนาน ได้ทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลงไปมาก ทั้งนี้ หากไม่มีปัจจัยภายในประเทศรุมเร้า เชื่อว่าเอกชนไทยจะสามารถรับมือกับปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก เช่นวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปได้"
               เช่นกัน นายไพรัช  บูรพชัยศรี รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รู้สึกหนักใจแทนศาล เพราะไม่ว่าจะมีคำตัดสินออกมาในแนวทางใดจะต้องสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่ายหนึ่ง หากเป็นไปได้อยากให้คำตัดสินออกมาเป็นกลาง ๆ เพื่อลดการเผชิญหน้าให้น้อยที่สุด ไม่ว่าผลตัดสินของศาลจะออกมาอย่างไร อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับและเคารพในคำตัดสิน ไม่ควรออกมาเคลื่อนไหวเพื่อความสงบของบ้านเมือง
              อย่างไรก็ดีส่วนตัวมองว่า คำตัดสินครั้งนี้คงไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย  แต่ถึงจะมีผลถึงการยุบพรรค ก็ยังไม่กระทบถึงนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐบาลปัจจุบันแก้เกมไว้แล้ว โดยกันนางสาวยิ่งลักษณ์ไว้ในจุดที่ปลอดภัย โดยเป็นแค่ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค  เนื่องจากได้บทเรียนจากรัฐบาลสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลสมัคร   สุนทรเวช มาแล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรียังอยู่ ก็สามารถตั้งพรรคใหม่ และแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ทดแทนคนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคที่ถูกลงโทษได้
-ขอการเมืองเดินหน้าปรองดอง
              ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก และไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ก็มีความเป็นไปได้ ที่จะมีกลุ่มการเมืองออกมาเรียกร้อง ซึ่งจะทำให้ปัญหาขยายวงออกไป
              "วันนี้ภาคเอกชนยังคงกังวล ว่าจะมีการชุมนุมทางการเมืองซ้ำอีก แต่ถ้าความขัดแย้งนั้นไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง เศรษฐกิจก็จะยังเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น ไม่ว่าวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ผลจะออกมาอย่างไร ขอเสนอให้ทุกฝ่ายเดินหน้าเรื่องความปรองดอง พรรคการเมืองต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน หากจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ให้แก้อยู่ในครรลองที่ควรจะเป็น อย่าแก้เพื่อผลประโยชน์แอบแฝง หรือหาประโยชน์จากความขัดแย้ง"
-ทำงานรับมือวิกฤติศก.ดีกว่า  
              ส่วนนายทวิช เตชะนาวากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอินดัสเตรียล เอสเตทฯ ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว ในหลักการทุกฝ่ายควรจะให้ความเคารพต่อศาล เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบร้ายแรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากฝ่ายที่ถูกร้องเรียนยังมิได้ดำเนินการใด ๆ ออกมาจนเป็นเกิดผล
              สำหรับข้อเสนอแนะที่อยากให้กับทุกฝ่ายมองร่วมกันคือ  ควรหลีกเลี่ยงการปะทะกันในทุกรูปแบบ และรัฐบาลควรจะหันหน้ามามุ่งบริหารประเทศ เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกในเวลานี้จะดีกว่า
- หวั่นเรื้อรังหนีลงทุนนอก
              ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งการเมืองตอนนี้ทำให้ห่วงประเทศมากขึ้น หากสังคมไทยสามัคคีจะพัฒนาไปได้อีกมาก  ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจมองว่า นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายของไทย และที่ผ่านมาจะถูกถามหลายครั้งว่า กฎหมายของไทยยังมีผลบังคับใช้ได้หรือไม่ นอกจากนี้หากการเมืองของไทยยังไม่สงบ อาจส่งผลให้ทิศทางการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมีมากขึ้น และหากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ก็จะทำให้หลายประเทศแก้กฎหมายเพื่อเอื้อการลงทุนมากขึ้นด้วย
              "อยากเห็นรัฐบาลกับฝ่ายค้านเจรจาร่วมกันอย่างมีเหตุผลในการพัฒนาประเทศ และทำอย่างไรให้คนไทยรักและสามัคคีกัน ผมสงสัยว่าคนไทยโกรธกันแล้วทำไมคุยกันไม่ได้ และจะทำอย่างไรเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในฐานะที่ผมเป็นนักธุรกิจก็มองว่า คนจะหนีไปลงทุนในต่างประเทศอาจจะมากขึ้น เพราะประเทศอื่นมีความสงบมากกว่า"นายอนุสรณ์ กล่าว
              ส่วนนางยุวดี  จิราธิวัฒน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล  กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง และอยากให้ทุกฝ่ายยอมรับ อยากให้ทุกคนเล่นตามกติกา กฏระเบียบ จะทำอะไรขอให้คิดถึงคนไทยด้วยกัน คิดถึงประเทศชาติ เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแรง 
              "ในครึ่งปีหลังการเมืองน่าห่วงที่สุด และเป็นปัจจัยเดียวที่เป็นห่วงมาก เพราะมีตัวอย่างให้เห็น แม้จะมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้น แต่ไม่กระทบมากเท่ากับเรื่องการเมือง  ที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกไม่เติบโต ก็จะทำให้ผู้ประกอบการทุกรายไม่เติบโตไปด้วย ขณะที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นปีนี้มีเรื่องค่าแรงที่เพิ่มขึ้น 30-40 % ทำให้บริษัทต้องปรับตัว และหากธุรกิจไม่เติบโตก็จะส่งผลกระทบในที่สุด"
-ท่องเที่ยววอนอย่าละเมิดสิทธิ 
              ขณะที่นางปิยะมาน  เตชะไพบูลย์  ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เรียกร้องว่า ปัญหาการเมืองเวลานี้น่าเป็นห่วง สำหรับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีความอ่อนไหวสูง และเราไม่ต้องการนับหนึ่งใหม่  เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมาบอบช้ำมากพออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอกประเทศและภายในประเทศ ที่ทำได้รับผลกระทบ ปีที่แล้วประเทศไทยก็เจอปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งนับว่ารุนแรงมาแล้ว ถ้าปีนี้มาเจอปัญหาการเมืองที่รุนแรงอีกก็คงแย่
              " ทางออกอยากให้อะลุ้มอล่วยกัน อยากให้ประเทศมีความสงบสุข เหตุการณ์แบบนี้ไม่ดีสำหรับประเทศ เพราะยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายจุดหมายปลายทาง ที่นักท่องเที่ยวมีทางเลือกที่จะไปเยือน ความขัดแย้งเกิดได้ ความเห็นไม่ตรงกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดา  แต่การประท้วงชุมนุมต้องไม่รุกล้ำละเมิดสิทธิของคนอื่น ต้องไม่มาปิดถนน  ไม่ปิดห้าง เพราะน่าเป็นห่วงว่าจะกระทบต่อภาพรวมของประเทศ และทำให้ภาพลักษณ์ออกมาไม่ดี ส่วนเรื่องการตัดสินเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของศาล ทั้งข้อเสนอแนะอยากให้ทุกคนคิดถึงส่วนรวม อยากจะวิงวอนตรงนี้"
-เชื่อไม่บานปลาย
              เช่นเดียวกับ นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานฝ่ายนโยบาย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ สทท. เปิดเผยว่า มีความกังวลต่อแนวโน้มความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ แต่ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ก็จะไม่มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งยังเชื่อว่ารัฐบาลจะควบคุมและรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย ตลอดจนจัดการกับความขัดแย้งได้ดี เพราะรัฐบาลก็ได้กล่าวชัดเจนว่า ให้รอการตัดสินของคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมยอมรับมติ และขอร้องให้กลุ่มคนเสื้อแดงอย่าใช้ความรุนแรง โดยเหตุการณ์ในขณะนี้ก็เป็นสถานการณ์ปกติของประชาธิปไตย
              อย่างไรก็ดี ในเรื่องการปรองดองต้องใช้เวลา เพราะต้องมีฝ่ายที่เสียสละ โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องมาหารือกัน และต้องค่อย ๆ หาแนวทางการปรองดองร่วมกัน ทั้งนี้ นอกจากรัฐบาลจะเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแล้ว จะต้องขับเคลื่อนให้เกิดความปรองดองด้วย ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถดูแลได้ รวมทั้งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลก็แสดงออกถึงการถอยในหลายเรื่อง เช่น พรรคเพื่อไทยพยายามถอยในเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง และการไม่บรรจุวาระ 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการลดความรุนแรงของความขัดแย้ง
-ทุนจีนชะงักรอดูคลื่นลม
              ความกังวลส่งผลแล้ว นายอัครเดช  วงษ์พิทักษ์โรจน์ นายกสมาคมวิสาหกิจไทย-อันฮุย กล่าวว่า จากการหารือกับภาคธุรกิจของจีน ที่มีแผนลงทุนในไทย ต่างมีความกังวลใจค่อนข้างมาก เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ที่เริ่มเขม็งเกลียวอีกครั้ง โดยได้จับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เช่น ผู้บริหารของบริษัท อันฮุย เฮอลิ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายยานยนต์อุตสาหกรรมรายใหญ่สุดของจีน ประเภทรถยก (รถโฟร์กลิฟต์)  และเครื่องจักรกลหนักยี่ห้อ "HELI" ที่ได้ตัดสินใจที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตที่จังหวัดราชบุรี ได้แสดงความกังวลใจอย่างมาก ว่า หากคำตัดสินนำไปสู่สถานการณ์ที่บานปลายสู่ความรุนแรง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล จะกระทบต่อการลงทุนได้ 
               เช่นเดียวกับผู้บริหารของบริษัท SANY Heavy Industry จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรกลที่ใช้ในงานคอนกรีต งานก่อสร้าง และงานในเหมืองแร่ ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในจีน ที่อยู่ระหว่างหาสถานที่ในเขตจังหวัดระยอง เพื่อตั้งโรงงานประกอบรถแบ็กโฮ ก็ได้แสดงความกังวลและได้จับตามองใกล้ชิดต่อสถานการณ์ในครั้งนี้ เพราะเกรงว่าหลังศาลมีคำตัดสินสถานการณ์จะมีความรุนแรง อาจทำให้การลงทุนเกิดการชะงักได้  สำหรับทางออกของปัญหา หากสถานการณ์มีความรุนแรงอาจใช้วิธีหาคนกลางที่มีบารมีมาไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายให้ยอมรับเหตุและผลคำตัดสินของศาล หรือมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ
-อสังหาฯไม่กระทบ
              ขณะที่ภาคอสังหาฯโดยรวมไม่ได้รับกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยนายกิตติพล ปราโมท ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย  และในฐานะ กรรมการผู้จัดการบริษัทสัมมากร จำกัด(มหาชน)  เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า   การเมืองจะขัดแย้งรุนแรงหรือไม่นั้น ยังไม่แน่ใจ  แต่ที่ผ่านมากไม่กระทบกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาทิ เหตุชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2553 ที่เกิดจลาจล บ้านและคอนโดมิเนียมกลับขายได้ ซึ่งอาจมี ปัจจัยจากมาตราการภาครัฐ เกี่ยวกับค่าโอนบ้าน-คอนโดฯเข้ามาช่วยกระตุ้นการซื้อขาย 
              อย่างไรก็ดีฟันธงว่า  อสังหาฯกับการเมืองไม่กระทบโดยตรง ทั้งนี้ไม่ว่าการเมืองจะวุ่นวายอย่างไร คนไทยก็ยังคงซื้อบ้านคอนโดฯต่อไปหากมีกำลังซื้อ และยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องทั้งในเมืองและรอบนอก  แต่กลุ่มที่กระทบโดยตรงคือ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์  โรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว  ส่วนทางออกของความขัดแย้งนั้นเห็นว่า  ทุกคนต้องคุยกันด้วยเหตุผล  ที่สำคัญต้องพึ่งกฎหมายเป็นหลักไม่ใช่กดดันศาลและต้องเคารพศาล
-นักธุรกิจนอกหนุนเคารพศาล
              เช่นเดียวกับนักธุรกิจต่างชาติ นายรอล์ฟ-ดีเตอร์ ดาเนียล ประธานศูนย์ส่งเสริมธุรกิจยูโรเปียน-อาเซียน (อีเอบีซี) กล่าวว่า รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายพื้นฐานของประเทศ เป็นรากฐานของประเทศและถือเป็นหลักสำคัญสำหรับรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่ควรถูกเปลี่ยนโดยถาวร แต่ควรนำมาใช้เป็นรากฐานในการดำเนินนโยบาย นอกจากนี้เราควรต้องเคารพคำตัดสินของศาลสูงสุดในประเทศไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร "พวกเรามีวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในประเทศของเรา ดังนั้นเราเข้าใจหลักการของรัฐธรรมนูญในแต่ละประเทศ"

 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,756   12-14  กรกฎาคม  พ.ศ. 2555

 

Read : 1630 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

ข่าวยอดนิยมประจำสัปดาห์

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*