หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมัน 9 ก.ค. 2555 "น้ำมันดิบร่วง หลังตลาดผิดหวังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ "
เวสต์เท็กซัสส่งมอบ ส.ค. ลดลง 2.77 เหรียญฯ ปิดที่ 84.45 เหรียญฯ และเบรนท์ส่งมอบ ส.ค. ลดลง 2.51 เหรียญฯ ปิดที่ 98.19 เหรียญฯ
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังผิดหวังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ โดยในเดือน มิ.ย.สหรัฐฯ มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพียง 80,000 ตำแหน่ง น้อยกว่าที่คาดไว้ที่ 90,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานคงเดิมที่ 8.2% ส่งผลให้ตลาดกังวลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะออกมาตรการ QE3 ในเร็วๆ นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำไปกว่านี้
ประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวแสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะ เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว โดย IMF จะออกรายงานคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกในวันที่ 16 ก.ค. นี้ คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง จากที่คาดในเดือน เม.ย. ที่ 3.5% ในปีนี้ และ 4.1% ในปีหน้า
- นอกจากนี้เมื่อวันศุกร์ บริษัทน้ำมันและสหภาพแรงงานของนอร์เวย์ตกลงจะกลับเข้ามาเจรจาในเรื่องค่าแรงและกองทุนบำนาญอีกครั้งตามที่รัฐบาลร้องขอ หลังการประท้วงเป็นเวลานานถึง 2 สัปดาห์ บานปลาย อย่างไรก็ตาม การเจรจาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาประสบความล้มเหลวและมีความเสี่ยงที่การผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของนอร์เวย์ รวมกันแล้วเทียบเท่ากับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจจะต้องหยุดชะงักลง หลังมาตรการสั่งหยุดงานของบริษัทน้ำมันจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่พรุ่งนี้ (10 ก.ค.) เป็นต้นไป
นอกเหนือจากกนอร์เวย์ ปัญหาการเมืองในลิเบีย ส่งผลให้การผลิตน้ำมันดิบของลิเบียปรับลดลงไป 300,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากประชาชนออกมาประท้วงในช่วงก่อนการเลือกตั้งในวันเสาร์ (7 ก.ค.) ซึ่งทำให้ท่าเรือส่งออกน้ำมันดิบอย่างน้อย 3 แห่ง ของลิเบียต้องปิดไป ทั้งนี้กลุ่มต่อต้านการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในภาคตะวันออกของประเทศออกมาเรียกร้องจำนวนที่นั่งในสภาเพิ่ม
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีแรงซื้อเพิ่มขึ้นจากไทยและอินโดนีเซีย
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอินเดียนำเข้าเพิ่มเติมและเกาหลีใต้ซึ่งปกติเป็นผู้ส่งออกได้เข้ามานำเข้าดีเซลจากสิงคโปร์
ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง
ราคาน้ำมันดิบจะยังผันผวนจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงและปัญหาหนี้ยุโรป อย่างไรก็ตาม อุปทานน้ำมันดิบโลกที่ตึงตัวขึ้นเนื่องจากการประท้วงต่อเนื่องในนอร์เวย์ ความตึงเครียดในเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านและปัญหาการเมืองในลิเบีย จะยังเป็นปัจจัยหนุนราคาอยู่ ติดตามการประชุมของรัฐมนตรีการเงินสหภาพยุโรปและการประกาศผลประกอบการของอัลโคในวันนี้ ส่วนในสัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขจีน โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อและจีดีพี
การประชุมรัฐมนตรีการเงินของยุโรปในวันที่ 9 ก.ค. ที่จะสรุปร่างแผนช่วยเหลือหนี้สเปน ส่วนคณะผู้ตรวจสอบจาก EU/ECB/IMF ที่ได้เดินทางตรวจสอบความคืบหน้าของกรีซในการทำตามเงื่อนไขเพื่อรับเงินช่วยเหลือจะกลับไปพิจารณาอีกครั้งว่าจะผ่อนปรนหรือยืดเวลาให้แก่กรีซอีกครั้งในช่วงหลังของเดือนก.ค. และคณะที่เดินทางเยือนไซปรัสจะสรุปผลการตรวจสอบภาคธนาคารของไซปรัสในวันที่ 16 ก.ค. นี้
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะออกมาตรการ QE3 หรือไม่ หลังธนาคารกลางจีนและยุโรปปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.31% และ 0.25% ตามลำดับ ส่วนธนาคารกลางอังกฤษจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ความตึงเครียดในเรื่องปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน หลังอิหร่านออกมาตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ด้วยการปฏิบัติการซ้อมยิงขีปนาวุธเพื่อเตรียมรับการจู่โจมของอิสราเอล
- รายงานสถานการณ์น้ำมันและคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกประจำเดือน ก.ค. ของ EIA, OPEC และ IEA ในวันที่ 10-12 ก.ค. ตามลำดับ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันจันทร์: ดัชนีราคาผู้บริโภคจีน และผลประกอบการไตรมาส 2/55 ของอัลโค
วันอังคาร: ดุลการค้าระหว่างประเทศของจีน
วันพุธ: ยอดค้าส่ง ดุลการค้าระหว่างประเทศและรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ
วันพฤหัสบดี: ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออก ยอดผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ รายงานประจำเดือนของธนาคารกลางยุโรป ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสหภาพยุโรปและจีน รวมถึงจีดีพีไตรมาส 2/55 ของจีน
วันศุกร์: ดัชนีราคาผู้ผลิตและความรู้สึกผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการไตรมาส 2/55 ของบริษัท เจ พี มอร์แกน เชส
- รัฐบาลนอร์เวย์จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติการประท้วงของคนงานบริษัทน้ำมันของนอร์เวย์ที่ยืดเยื้อมาถึง 2 สัปดาห์ หรือไม่และเมื่อไร หลังบริษัทน้ำมัน Statoil ออกคำสั่งห้ามคนงานมาทำงานตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. เป็นต้นไป




