จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์โดยเอพีพบว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดหมายว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกาจะยังอยู่ในระดับเกินกว่าปกติไปอีกอย่างน้อย 4 ปี หมายความว่าถ้านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ถูกต้อง ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ จะตกอยู่ในสภาวะการว่างงานสูงเป็นเวลาถึง 7 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลานานที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง นักเศรษฐศาสตร์นิยามระดับการว่างงานปกติไว้ที่ระหว่าง 5-6%
ผลการสำรวจนับเป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดแรงงานและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับรัฐบาลต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา หรือรัฐบาลใหม่ของนายมิตต์ รอมนีย์ ก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ที่เอพีทำการสำรวจคาดการณ์ว่า อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 8% ในวันเลือกตั้งช่วงเดือนพฤศจิกายน จาก 8.2% ในเวลานี้ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดที่ประธานาธิบดีที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ต้องเผชิญนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลก
นอกจากความเห็นเรื่องการว่างงานแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ 32 รายจากภาคส่วนต่างๆ ที่เอพีสอบถามมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตได้เพียงช้าๆ โดยคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่อัตรา 2% ต่อปี ลดลงจาก 2.4% ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายน ขณะที่การเติบโตในช่วง 6 เดือนหลังของปีจะอยู่ที่ 2.3% ไม่แข็งแกร่งพอที่จะลดอัตราว่างงานลงได้
สำหรับความเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าคือมาตรการขึ้นภาษีและลดค่าใช้จ่ายเพื่อลดการขาดดุลลงเหลือประมาณ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่จะเริ่มมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2556 ในกรณีที่สภาคองเกรสไม่สามารถเจรจาตกลงปรับเปลี่ยนเงื่อนไขกันได้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากรวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต่างเตือนว่ามาตรการเหล่านี้อาจจะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงเหวและกลับเข้าสู่ภาวะถดถอย
นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า สาเหตุที่การว่างงานยังอยู่ในระดับสูงมีหลายประการ โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือเศรษฐกิจเติบโตไม่รวดเร็วเพียงพอที่จะทำให้ผู้ว่าจ้างเพิ่มการจ้างงานขึ้นได้มากนัก ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีนี้จะเติบโต 2% และเติบโตได้ 2.3% ในปีหน้า ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายน 0.1% "คุณต้องมีเศรษฐกิจที่เติบโตใกล้กับ 4% ถึงจะลดการว่างงานลงได้" เบธ แอน โบวิโน รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส กล่าว และเสริมว่าสถานการณ์ไม่น่าจะดีขึ้นมากนักก่อนปี 2558
อัตราการว่างงาน 5-6% นับว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับเศรษฐกิจที่อยู่ในสภาวะที่ดี โดยตัวเลขดังกล่าวปกติแล้วจะไม่ลดลงไปกว่านี้มากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องจากคนที่ออกจากงานหรือเพิ่งจบการศึกษาจะไม่สามารถหางานได้ในทันที นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวด้วยว่า ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พยายามลดอัตราว่างงานลงกว่านี้ เศรษฐกิจอาจจะร้อนแรงเกินไปและจุดชนวนให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อได้
อัตราว่างงานในสหรัฐฯ เคยลดต่ำลงกว่า 5% ในปี 2543 และ 2550 ช่วงที่เกิดภาวะฟองสบู่ในด้านเทคโนโลยี (ปี 2543) และด้านอสังหาริมทรัพย์ (ปี 2550) จนมีการจ้างงานเป็นจำนวนมาก แต่ท้ายที่สุดเมื่อฟองสบู่แตก ตัวเลขว่างงานก็กลับพุ่งสูงขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,755 8-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




