กระทั่งล่าสุด การปิดซ่อมรันเวย์ฝั่งตะวันออก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งแรก ๆ ก็มีการวางแผนรับมือกันเป็นอย่างดี ปิดซ่อมจริง ทอท.ถึงกับ"เสียรังวัด" โดยเฉพาะปัญหาเที่ยวบินดีเลย์ แต่ละวัน นับร้อยเที่ยวบินที่ต้องบินวนอยู่บนอากาศตั้งแต่ 15 นาทีไปจนถึงนานเป็นชั่วโมง ไม่รวมวันที่ระบบไฟฟ้าขัดข้องที่ทำเอาผู้เกี่ยวข้อง "เซ็งเป็ด" กันถ้วนหน้า แถมยังนึกไม่ออกมาทำไม ? ถึงมาซ่อมรันเวย์ช่วงหน้าฝน
ปัญหาที่เกิดไม่ต้องถามแอร์ไลน์เลยว่าจะบักโกรกขนาดไหนกับต้นทุนที่พุ่งขึ้นจากการบินวน กูรูด้านการบินบอกว่าถ้าเป็นเครื่องบินขนาดจัมโบ้ โบอิ้ง 747 เอบัส 330 ถ้าบินวน 30 นาทีก็เผาผลาญน้ำมันเปล่าๆปี้ๆร่วม 1.2 แสนบาท ถ้านานเป็นชั่วโมงจะเสียอีกเท่าไร ประเมินคร่าว ๆ โดยเฉลี่ยเครื่องบินใหญ่น้อยก็ต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันพุ่งในราว 7 หมื่นบาทต่อเที่ยวบิน ในกรณี บินวน โฮลอยู่บนอากาศลงไม่ได้สักที
ลองคิดดูสายการบินที่มีเที่ยวบินมาก ๆ ต้นทุนก็พุ่งแค่ไหน นี่ยังไม่รวมต้นทุนที่ต้องไดเวิร์สเครื่องบินไปลงสนามบินสำรอง และซ้ำร้ายน้ำมันหมดขึ้นมา กรณีลงดอนเมืองก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันเป็นเงินสดอีกต่างหาก อย่างกรณี ยูไนเต็ดแอร์ไลน์สเจอมาแล้วบางแอร์ไลน์ต้นทุนพุ่งเฉลี่ยวันละร่วม 1 ล้านบาทโอ้แม่เจ้า!! แถมยังเก็บใบเสร็จไว้รอลุ้นว่าจะได้เคลมสักกี่บาท
โดนคอมเพลนหนักทั้ง ทอท. วิทยุการบิน เลยเตะมือกันเร่งซ่อมแซมให้เร็วขึ้น 1 สัปดาห์และฟันธงว่าวันที่ 2 สิงหาคมนี้จะแล้วเสร็จ จากเดิมเสร็จวันที่ 9 สิงหาคม แต่ก็เหมือนฟ้าไม่เต็มใจ ทอท.งานเข้าอีกเพราะเมื่อค่ำวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาก็เกิดเหตุที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีก คราวนี้เป็นปัญหารันเวย์ฝั่งตะวันตกที่เหลืออยู่ใช้อยู่เพียง 1 รันเวย์นั้น ทรุดตัวลงอย่างกะทันหัน เข้าใจว่าคงโหมใช้งานหนัก ต้องซ่อมฉุกเฉิน งานนี้คนเดือดร้อนก็คือผู้โดยสารบรรดาแอร์ไลน์ไทย-เทศ ที่มีเที่ยวบินขึ้นลงตั้งแต่หัวค่ำของคืนวันนั้นนั่งไม่ติดกันเป็นแถว
โดยสรุปมีเที่ยวบินต้องไดเวิร์สไปลงสนามบินอื่นรวม 11 เที่ยวบิน เป็นของการบินไทยเป็นส่วนใหญ่ราว 7 เที่ยวบิน รองมาเป็นบางกอก แอร์เวย์ส แอร์มาเก๊า แอร์เอเชีย อินโดนีเซีย รวมแล้วในวันนั้นมีเที่ยวบินดีเลย์กว่า 229 เที่ยวบิน ดีเลย์อยู่ที่ 1-15 นาที 93 เที่ยวบิน 15-30 นาที 64 เที่ยวบิน มากกว่า 30 นาที 72 เที่ยวบิน และสถิติดีเลย์สูงสุดอยู่ที่ 1 ชั่วโมง 11 นาที
แถมเปิดแฟ้มดูข้อมูลเก่าพบว่ามีการปิดซ่อมฉุกเฉินเฉพาะจุดของรันเวย์ฝั่งตะวันตกในครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบันมีการซ่อมในลักษณะนี้มาแล้วกว่า 66 ครั้ง ตั้งแต่ต้นปี2555 ก็ซ่อมมาแล้ว 5 ครั้ง ขณะที่รันเวย์ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบันซ่อมมาแล้ว 290 ครั้ง เฉพาะในปี 2555 ซ่อมมาแล้ว 55 ครั้ง ซึ่งจะใช้วิธีลาดยางมะตอยคุณภาพสูงหรือ ยางแอสฟัลต์ ทับจุดที่แตกหรือยุบตัวในจุดที่มีปัญหา แต่ที่ผ่านมาไม่เกิดโกลาหล แบบนี้ เพราะมี 2 รันเวย์ให้บริการเลยเอาอยู่ และใช้เวลาซ่อมไม่นานก็จะกลับมาให้บริการเหมือนเดิม
เมื่อเกิดปัญหาซ้ำซ้อนเช่นนี้ ในฐานะเจ้าของบ้าน สมชัย สวัสดีผล ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทอท. ก็ต้องประชุมกันเคร่งเครียดเป็นธรรมดาและออกมาระบุว่า "สาเหตุที่ต้องมีการปิดซ่อมทางวิ่ง ฝั่งตะวันตกชั่วคราว สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบพื้นผิวทางวิ่งมีการหลุดร่อนบางส่วนที่ตรงบริเวณหัวทางวิ่ง 19 R ฝั่งตะวันตก กว้าง 60 เซนติเมตรลึก 5 เซนติเมตร จึงได้เข้าทำการซ่อมแซมโดยการปูพื้นผิวบริเวณที่เสียหายใหม่โดยใช้ยางแอสฟัลต์ซึ่งใช้เวลาดำเนินการ 50 นาที ทั้งนี้สาเหตุของการชำรุดคาดว่าเกิดจากการใช้งานอย่างหนักและต่อเนื่อง"
ส่วนแอร์ไลน์นั้นแม้จะเข้าใจดีว่าเป็นปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้แต่ก็เรียกร้องผ่าน เอโอซี ในฐานะตัวแทนแอร์ไลน์ให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือสายการบินที่ได้รับผลกระทบ เพราะการปิดซ่อมฉุกเฉินรันเวย์ฝั่งตะวันตกนั้นยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนให้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะแค่ปิดซ่อมแซมรันเวย์ฝั่งตะวันออกก็สาหัสอยู่แล้วและยังมีอีกหลายปัญหาล้วนแล้วแต่ตอกย้ำต้นทุนในการดำเนินการธุรกิจของสายการบินให้เพิ่มสูงขึ้น
ไม่อยากคิดต่อว่าแล้วความหวังของรัฐบาลนี้ที่หมายมั่นปั้นมือจะฟันรายได้ 2 ล้านล้านบาทจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะไปถึงฝั่งหรือไม่ น่าคิดเพราะแค่ย่างเท้าเข้าประเทศไทยก็มึนซะแล้ว !!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,755 8-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




