นายดำริ ขวัญสุวรรณ ผู้จัดการสำนักงานสาขา บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เชียงใหม่ ซึ่งดูแลพื้นที่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ทางบสย.เชียงใหม่ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักพัฒนาธุรกิจการค้า หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และชมรมธนาคารจังหวัดเชียงใหม่ จัดโครงการจัดสัมมนาให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม( SMEs) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือตอนบน
ทั้งนี้นอกจากเสริมความรู้เชิงธุรกิจทั้ง บริการทางการเงิน หรือประโยชน์ของการรักษาเครดิต(เครดิตบูโร)แล้ว ยังเปิดคลินิกให้คำปรึกษาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมออกบูธคำแนะนำการเข้าถึงแหล่งเงินทุน กรณีที่ยื่นของสินเชื่อแล้วหลักประกันไม่เพียงพอ หรือกฎระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล เป็นต้น ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมฟังสัมมนาได้ ณ ห้องประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่
นายดำริ กล่าวด้วยว่า ในส่วนการดูแลลูกค้าของบสย.นั้น นอกจากทีมเจ้าหน้าที่ดูแลบัญชีลูกค้าภายหลังการอนุมัติการค้ำประกันแล้ว เจ้าหน้าที่ของบสย.ติดตามผู้ประกอบการตั้งแต่ลงพื้นที่ออกเยี่ยมลูกค้ากระจายตัวทุกพื้นที่ทั้ง 8จังหวัด ทั้งนี้เพื่อสอบถามผลการดำเนินงาน หรือกรณีผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือต้องการวงเงินเพิ่มเติม หรือติดขัดปัญหาในการดำเนินงาน เหล่านี้เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือลูกค้าแต่ละรายให้ตรงจุด
ด้านการอำนวยสินเชื่อนั้น บสย.ผนึกกำลังกับสถานบันการเงิน 17 แห่ง ค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs ที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกัน รวม 34,000 ล้านบาททั่วประเทศ ประกอบด้วยโครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 4(PGS4) วงเงินค้ำประกันรวม 24,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 5 ปี ค้ำประกันสูงสุดไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่อปี 1.75% ของวงเงินค้ำประกัน และสำหรับผู้ประกอบการใหม่(PGS New/Start-up)วงเงินค้ำประกันรวม 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 7 ปี วงเงินค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่อปี 2.5% ของยอดค้ำประกันคงค้าง รัฐบาลจะชดเชยค่าธรรมเนียมให้ในปีแรกในอัตรา 1.75% ผู้ประกอบการจ่ายเอง 0.75% สนใจยื่นคำขอกับสถาบันการเงินได้ภายใน วันที่ 31 ธันวาคม 2555 หรือจนกว่าจะหมดวงเงิน
ส่วนแนวทางครึ่งปีหลังนั้น คาดว่าจะทำได้ตามเป้าจำนวน 3,900 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดค้ำประกันไปแล้ว 1,279 ล้านบาทจำนวน 421ราย(26มิถุนายน 2555) จากช่วงเดียวกันปีก่อนมียอดค้ำประกัน 538 ราย วงเงิน 1,196.78 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจเกษตร 77รายวงเงิน 304.27ล้านบาท อาหารและเครื่องดื่ม 47 ราย วงเงิน 222.53ล้านบาท การผลิตสินค้าและบริการ 57 ราย วงเงิน 135.72 ล้านบาท บริการ 26 ราย วงเงิน 67.5 ล้านบาท สินค้าอุปโภคบริโภค 20 ราย วงเงิน 82.23ล้านบาท อื่นๆ 194 ราย วงเงิน 467.43 ล้านบาท ทั้งนี้กลุ่มลูกค้าในพื้นที่แต่ละจังหวัดมีความหลากหลาย เช่น กลุ่มที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน เป็นกลุ่มรายย่อย ส่วนเชียงใหม่อาจจะต่อยอดกับกลุ่มลูกค้ารายเดิม ขณะที่ภาพรวมของหนี้เอ็นพีแอล หรือNPG อยู่ในอัตราส่วนไม่เกิน 5% ของทั้งประเทศ
สำหรับผลการดำเนินงานในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา(2552-2554)นั้น ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมียอดอนุมัติทั้งหมด 2,735 ราย เฉพาะPGSระยะ1-3 รวม 7,573.88 ล้านบาท หากรวมทั้งประเทศมีจำนวนทั้งสิ้นที่ 95,036.90 ล้านบาท จำนวน 28,691 ราย โดยแบ่งเป็น ปี 2552 เฉพาะPGS1 มีผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุน จำนวน 657 ราย วงเงิน 2,220.06 ล้านบาท จากทั่วประเทศได้รับอนุมัติวงเงินรวม 29,989.34 ล้านบาทมีผู้ประกอบการ 7,473 ราย ปี 2553 PGS2 อนุมัติ 921 ราย จำนวนเงิน 2,352.82 ล้านบาทจากทั่วประเทศได้รับอนุมัติวงเงินรวม 30,000ล้านบาทผู้ประกอบการ 10,152 ราย และปี 2554 PGS3 อนุมัติ 1,157 ราย วงเงิน 3,001 ล้านบาทจากทั่วประเทศอนุมัติวงเงินรวม 35,047.56 ล้านบาท มีผู้ประกอบการ 11,066 ราย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,755 8-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




