รัฐเร่งแก้หนี้ต่างประเทศกลุ่มรัฐวิสาหกิจหนุนสภาพคล่องลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ ห่วง "ร.ฟ.ท." ขาดทุนจากสกุลเงินเยนแข็งแล้ว10,000ล้านบาท รุดตั้งคณะทำงานบริหารความเสี่ยงด่วน ขณะที่ สบน. กล่อมไจก้ารับหนี้คืน
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในขณะนี้รัฐบาลกำลังมุ่งบริหารหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงภาพรวมของรัฐวิสาหกิจ ภายใต้กระทรวงการคมนาคมทั้งหมด ซึ่งยังต้องมีการลงทุนในโครงการลงทุนพื้นฐานขนาดใหญ่ต่อไป โดยภาพรวมของเงินกู้ภาครัฐทั้งหมดจำนวน 4.6 ล้านล้านบาทนั้น เป็นหนี้ในประเทศ 98.7% อีก 1.3% เป็นหนี้ที่มีความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศ โดยหนี้ส่วนนี้ปิดความเสี่ยงไปแล้ว 0.5% เหลืออีก 0.5% วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาทที่ยังไม่ได้ปิดความเสี่ยงที่เป็นภาระของรัฐบาล
ทั้งนี้ปัจจุบันรัฐบาลกำลังมุ่งบริหารหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจ 2 ประเภทที่มีหนี้ต่างประเทศ ได้แก่ 1.รัฐวิสาหกิจที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ เช่น บริษัทการบินไทยฯ และปตท. ซึ่งมีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศจึงไม่น่าเป็นห่วง 2.รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ที่มีความน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มูลหนี้ 90,000 ล้านบาทเป็นสกุลเงินเยน 80,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้กู้จากเจบิคและไจก้าทำให้มีความเสี่ยงขาดทุนจากค่าเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่อง โดยมีผลขาดทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนการท่าอากาศยานได้แปลงหนี้เป็นสกุลเงินบาทมาตลอดประมาณ 80% ของหนี้ได้มีการปิดความเสี่ยงแล้ว เหลืออีก 20% ประมาณ กว่า 10,000 ล้านบาท รวมถึง ร.ฟ.ท. มีหนี้ประมาณ 4,000 ล้านบาท เป็นหนี้ทั้งเงินยูโร เยน และดอลลาร์ ขณะนี้กำลังติดตามตลาดตลอดเวลา
"ตอนนี้ได้ตั้งคณะทำงานบริหารความเสี่ยงร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง คมนาคมโดยเฉพาะกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่มีหนี้และไม่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งรฟม.นั้นหลังจากกู้มาแล้วรัฐบาลตั้งงบชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยทางรฟม.ไม่ได้มีการบริหารความเสี่ยงเลย แต่เราขอแปลงหนี้เป็นสกุลเงินบาทและชำระคืนซึ่งไจก้าก็ไม่อยากรับคืนหนี้"
สำหรับแนวทางบริหารหนี้ดังกล่าว ได้แก่ 1. ชำระคืนหนี้เมื่อมีเงิน 2.กู้เงินบาทนำมาชำระหนี้คืน/รีไฟแนนซ์ 3.การแปลงหนี้ที่มีอยู่ให้เป็นสกุลเงินบาท (สว็อป) ทั้งนี้ต้องพิจารณาความเสี่ยงในตลาดเงินและข้นอยู่กับการเจรจากับเจ้าหนี้ว่าจะยอมรับแนวทางใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,755 8-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




