นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)(บมจ.ปตท.สผ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ทางบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.ปตท.สผ.ได้มอบหมายให้บริษัทในเครือไปดำเนินการจัดทำแผนธุรกิจใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ ที่บมจ.ปตท.จะต้องเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม(Technological Advanced and Green National Oil Company) หรือ TAGNOC
สำหรับการดำเนินงานของบมจ.ปตท.สผ.นั้น จะยังตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตปิโตรเลียมทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันให้ได้ 900,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ภายในปี 2563 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 300,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งภารกิจที่ต้องดำเนินการจะต้องสอดคล้องกับนโยบายของบมจ.ปตท. ที่ต้องการเน้นด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเน้นธุรกิจสีเขียว หรือ Green Business เพื่อให้องค์กรสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน
โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่จะเข้าไปหาแหล่งพลังงานที่เข้าถึงยากในโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเรือลอยน้ำในการผลิตก๊าซแอลเอ็นจีวีหรือเอฟแอลเอ็นจี ที่บมจ.ปตท.สผ. ได้สัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติและเริ่มเข้าไปดำเนินการที่ออสเตรเลียแล้ว รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ในการขุดเจาะหาน้ำมันจากแหล่งออยล์ แซนด์ ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นแหล่งน้ำมันแหล่งใหม่ หลายประเทศให้ความสนใจเข้าไปลงทุน แต่การจะได้น้ำมันมาจะต้องมีการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งเวลานี้ทางบมจ.ปตท.สผ.ก็ได้เข้าไปลงทุนในโครงการแคนาดา ออยล์ แซนด์ เคเคดี ที่ประเทศแคนาดาแล้ว
อีกทั้งเพื่อเป็นการแสวงหาแหล่งปิโตรเลียมให้ได้มากขึ้นอีก จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนในการขุดเจาะหาปิโตรเลียมในแหล่งน้ำลึกมากขึ้นหรือที่ระดับความลึก 2 กิโลเมตรขึ้นไป ทำให้ต้องมีเทคโนโลยีชั้นสูงมารองรับ เมื่อเทียบกับการขุดเจาะหาแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่มีระดับความลึกเพียง 200-300 เมตรเท่านั้น
ขณะที่นโยบายด้าน Green นั้น ปตท.สผ.คงไม่ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็น Green เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่บริษัทจะทำคือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ก็อยู่ระหว่างการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในแหล่งสัมปทาน อาทิ พลังงานลม แสงอาทิตย์ แต่ไม่ได้ผลิตเพื่อจำหน่าย จะนำมาใช้ในภารกิจของบริษัทเป็นหลัก
นายเทวินทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนงบลงทุนในช่วง 5 ปี(2556-2560) คงจะต้องดำเนินการทบทวนใหม่ จากแผนเดิม(2555-2559)ที่กำหนดไว้ 357,996 ล้านบาท เพราะมีส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมา ในขณะที่งบลงทุนด้าน Green จะต้องแยกออกมาให้ชัดเจน โดยในช่วงปลายปีจะทราบว่างบประมาณที่ใช้ในส่วนนี้จะเป็นเท่าไร
นอกจากนี้จะต้องเพิ่มงบลงทุนในการรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ เนื่องจากแหล่งสัมปทานที่ร่วมกับบริษัท เชฟรอนฯ และแหล่งบงกช ในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะหมดอายุ และปริมาณก๊าซค่อยๆลดลง ดังนั้นจึงต้องกลับมาคิดว่าจะสามารถรักษาระดับการผลิตได้อย่างไร เพื่อรักษาระดับการผลิตให้คงที่หรือเพิ่มขึ้นได้
โดยขณะนี้ ปตท.สผ.มียอดขายอยู่ที่ 284,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน คาดว่าในปีนี้จะเติบโต 10% จากปีก่อน แต่ปี 2556 จะเติบโตมากว่า 10% เนื่องจากแหล่งมอนทาราสามารถผลิตได้เต็มปี นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตจากแหล่งเวียดนาม 16-1 เข้ามาด้วย
ส่วนการพัฒนาแหล่งออยล์ แซนด์ เคเคดี ในแคนาดา กำลังการผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 18,000-20,000 บาร์เรลต่อวัน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2558 ซึ่งแหล่ง KKD นับว่าเป็นแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ มีปริมาณสำรองเป็นอันดันสอง รองจากประเทศซาอุดิอาระเบีย
แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยว่า หากการดำเนินงานในด้านการสร้างเทคโนโลยีประสบความสำเร็จ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะช่วยให้กลุ่มบมจ.ปตท.มีรายได้เพิ่มขึ้นมาประมาณ 20% ภายในปี 2563 โดยส่วนหนึ่งจะเป็นรายได้ที่มาจากเอฟแอลเอ็นจี ประมาณ 54,000 ล้านบาท จากการขุดเจาะหาปิโตรเลียมจากแหล่งน้ำลึกประมาณ 90,000 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,755 8-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




