แหล่งข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางการสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศผลการทบทวนการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) แก่สินค้าจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยประจำปี 2554 มีสินค้าไทย 2 รายการใหญ่ถูกตัดจีเอสพีในรอบนี้ ประกอบด้วย เครื่องประดับทำด้วยเงิน และยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุก
ทั้งนี้สืบเนื่องจากสินค้าทั้ง 2 รายการ มีมูลค่าการนำเข้าเกินเพดานที่กำหนดมูลค่าไว้ที่ 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้รับการผ่อนผันไม่ถูกตัดสิทธิ์มาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว การถูกตัดสิทธิจีเอสพีครั้งนี้จะส่งผลให้คู่ค้าต้องเสียภาษีนำเข้าสินค้าทั้ง 2 รายการเข้าสหรัฐฯในอัตรา 5% จากที่ผ่านมาไม่ต้องเสียภาษี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมศกนี้เป็นต้นไป
"สินค้าทั้งสองกลุ่มที่ถูกตัดจีเอสพีในครั้งนี้ ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ เกินเพดานที่กำหนดติดต่อกันมา 5 ปีแล้ว แต่ได้รับการผ่อนผัน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกระทรวงได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการแล้วว่าถึงที่สุดจะต้องถูกตัด ดังนั้นต้องเร่งปรับตัวรองรับการแข่งขันให้สามารถอยู่ได้แม้จะไม่มีจีเอสพีเป็นแต้มต่อก็ตาม ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่เราเริ่มเป็นผู้ใหญ่เริ่มยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ใช่ตีตั๋วเด็กตลอด"
ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทย และเครื่องประดับ กล่าวว่า การถูกตัดสิทธิจีเอสพีของสินค้าเครื่องประดับทำด้วยเงินจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งในตลาดสหรัฐฯที่ลดลงอย่างแน่นอน เฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีน ที่แม้ก่อนหน้านี้จีนจะไม่ได้จีเอสพีจากสหรัฐฯ สินค้าเครื่องประดับเงินของไทยก็แข่งขันกับสินค้าจีนลำบากอยู่แล้ว เพราะสินค้าจีนราคาถูกกว่า นอกจากนี้ยังต้องแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอินเดีย อิตาลี และเม็กซิโก ที่ก่อนหน้านี้ทั้ง 3 ประเทศก็ไม่ได้จีเอสพีจากสหรัฐฯ แต่ไทยก็แข่งลำบากเช่นกัน รวมถึงต้องแข่งกับอินโดนีเซียที่ยังได้จีเอสพีในสินค้าเครื่องประดับเงินจากสหรัฐฯ
สำหรับการถูกตัดจีเอสพีเครื่องประดับทำด้วยเงินในครั้งนี้ เบื้องต้นคาดจะกระทบต่อการผลิตและการส่งออกของโรงงานในสินค้ากลุ่มนี้ของไทยไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย คนงานรวมกว่า 30,000 คน เนื่องจากต้องเสียภาษีนำเข้า 5% ทำให้สินค้าราคาสูงกว่าคู่แข่งขัน ในเบื้องต้นนี้ผู้ประกอบการเพิ่งได้รับทราบเรื่องดังกล่าว คาดในอีก 1-2 สัปดาห์จากนี้คงจะมีการประชุมหารือกันถึงผลกระทบ รวมถึงแนวทางออก ทั้งเรื่องรูปแบบการผลิตและส่งออกสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ ที่ยังได้รับสิทธิจีเอสพีจากสหรัฐฯ อาทิ เครื่องประดับแฟชั่น หรือเครื่องประดับเทียมโดยเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน เพื่อเลี่ยงการแข่งขันสินค้าราคาถูกจากจีน
ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ไทยส่งออกเครื่องประดับทำด้วยทองเกือบ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลงประมาณ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีตลาดหลักที่สหรัฐฯสัดส่วน 42% รองลงมาเป็นตลาดยุโรปได้แก่ เยอรมนี เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ซึ่งเราจะไปหวังพึ่งตลาดยุโรปก็คงค่อนข้างบาก เพราะเขาก็กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจในเขตยูโรโซน ดังนั้นคงต้องหาตลาดอื่นชดเชยที่มีศักยภาพ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย ตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ทางสมาคมยังได้เรียกร้องให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมเจรจาเขตการค้าเสรีที่เรียกว่าความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ที่มีสหรัฐฯเป็นแกนนำ เพื่อให้ได้แต้มต่อทางด้านภาษีกลับคืนมา
ปัจจุบันไทยได้รับสิทธิจีเอสพีจากสหรัฐฯในสินค้ากว่า 3,400 รายการ โดยช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ไทยใช้สิทธิจีเอสพีส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯมูลค่ากว่า 1,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วน 58% ของการส่งออกสินค้าที่ได้จีเอสพี ขณะที่ในปี 2554 ที่ผ่านมา ไทยใช้สิทธิจีเอสพีส่งออกไปสหรัฐฯมูลค่า 3,720 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 54% ของการส่งออกสินค้าที่ได้จีเอสพี เป็นอันดับสองรองจากอินเดีย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,754 5-7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




