นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ ประธานคณะกรรมการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีท่าเรือเพื่อการขนส่งสินค้าหลายแห่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมีทั้งท่าเรือขนาดใหญ่และขนาดกลาง อาทิ ท่าเรือน้ำลึกกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนท่าเรือระนอง ท่าเรือเชียงของ และท่าเรือเชียงแสน แต่ขณะนี้พบว่ามีความแออัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องเตรียมศึกษาการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 3 ของประเทศไทยรองรับไว้ตั้งแต่วันนี้เนื่องจากคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาจะเต็มพิกัดเพราะปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นตามระบบโครงข่ายคมนาคมที่รัฐบาลเร่งผลักดันจะทยอยแล้วเสร็จตามแผน ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า 10 สาย ถนน- สะพานที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังออกสู่ทะเลไปยังประเทศต่าง ๆ
ในเบื้องต้นเล็งไว้หลายพื้นที่ เช่น มาบตาพุด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแหลมฉบัง ทำให้การลงทุนอาจจะไม่มากเท่ากับหาแหล่งใหม่ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าหากท่าเรือน้ำลึกทวายเปิดให้บริการอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในมาบตาพุดจะย้ายไปอยู่ที่ทวายแทน ดังนั้นพื้นที่อีกแห่งน่าจะลงทุน อยู่ที่ภาคใต้ โดยอาจใช้โครงการปากบาราที่กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมมีแผนดำเนินการ แต่ข้อเสียคืออยู่ห่างจากแหลมฉบังที่ปัจจุบันรัฐบาลได้ลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้แล้ว
"ต้องคิดไว้ตั้งแต่วันนี้เพราะหากรออีก 10 ปีคงไม่ทันกาลเนื่องจากพบว่าปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มปริมาณอย่างต่อเนื่อง แม้วันนี้แหลมฉบังเฟส 3 ยังไม่เริ่มสร้างก็ตามแต่ก็มีพื้นที่รองรับไม่มากจึงต้องวางแผนรองรับไว้ประกอบกับกระบวนการต่าง ๆ ก่อนที่จะถึงการก่อสร้างต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี รวมการก่อสร้างอีกประมาณ 3 ปีจึงจะแล้วเสร็จ รวมแล้วใช้เวลาไม่น้อย"
นายถวัลย์รัฐกล่าวอีกว่า หากรัฐบาลเห็นว่าพื้นที่มาบตาพุดไม่เหมาะสมและเห็นความสำคัญในโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราก็สามารถอนุมัติให้ดำเนินการตั้งแต่วันนี้โดยสามารถทยอยดำเนินการทีละเฟสตามกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติเพื่อยกระดับการขนส่งสินค้าทางน้ำของประเทศให้เชื่อมโยงอีกทั้งยังถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่าง ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้นั่นเอง
นายวิโรจน์ จงชาณสิทโธ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทยกล่าวว่าไทยควรต้องปรับแผนโดยเร่งส่งเสริมการขนส่งสินค้าออกทางทะเลให้มากขึ้นด้วยการเปิดท่าเรือน้ำลึกให้ได้มากที่สุด ซึ่งเห็นว่าหลายพื้นที่มีศักยภาพแต่ต้องให้เกิดผลโดยเร็วทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ เพราะในระยะต่อไปประเทศไทยจะเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยการขนส่งทางน้ำได้ปริมาณมากกว่าหากสามารถเชื่อมโยงกับระบบรางก็ยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นไปอีก พร้อมกันนี้เตรียมนำเสนอให้บูรณาการแผนการก่อสร้างและบริหารจัดการท่าเรือของประเทศทั้งระบบเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีเป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น
"ไทยต้องเริ่มต้นดำเนินการเตรียมแผนรองรับไว้ตั้งแต่วันนี้เพราะกว่าที่กระบวนการต่าง ๆ จะแล้วเสร็จจนสามารถเปิดให้บริการได้คาดว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5-10 ปี โดยเห็นว่าไทยมีศักยภาพทางพื้นที่ แม้ว่าบางแห่งจะต้องปรับปรุงก็ต้องดำเนินการ ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นก็สามารถหาแนวทางแก้ไขได้เช่นกรณีท่าเรือน้ำลึกคลองใหญ่ จังหวัดตราด ที่ยังพบว่ามีประชาชนบางส่วนต่อต้านเนื่องจากยังไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนจึงเข้าใจผิด ล่าสุดทราบว่ากรมเจ้าท่านำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ขอปลูกป่าชดเชยถึง 3 เท่าเพื่อให้สภาพเดิมกลับคืนมาจากผลกระทบช่วงก่อสร้างท่าเรือดังกล่าว"
เช่นเดียวกับนายณัฐ จับใจ รองอธิบดีกรมเจ้าท่ากล่าวว่าล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าเร่งโครงการปากบาราต่อไป ซึ่งต้องการให้เป็นท่าเรือน้ำลึกที่เกิดประโยชน์ต่อการขนส่งสินค้าของไทยและประเทศต่าง ๆในภูมิภาคนี้ นอกจากนั้นล่าสุดนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยังเร่งให้ดำเนินการโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราต่อไป
"ต้องหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)เพื่อเร่งจัดหางบประมาณเพื่อศึกษาการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเพราะคิดว่าเฉพาะท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบังน่าจะไม่เพียงพอรองรับในอนาคต ทั้งนี้ในเบื้องต้นคาดว่าจะตั้งงบประมาณปี 2557 เพื่อทำการศึกษาแต่หากรัฐบาลเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็น่าจะใช้วิธีโยกงบประมาณปี 2556 ไปทำการศึกษาได้ทันที"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,754 5-7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555



เดอะริเวอร์ ดันยอดขายไรมอน แลนด์ พุ่ง 300 ล้านบาทภายใน 2 วัน

