หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home การเงิน การเงิน Financial 'อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม''ยันฐานะการคลังมั่นคง

'อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม''ยันฐานะการคลังมั่นคง

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

อารีพงศ์  ภู่ชอุ่มอารีพงศ์ ภู่ชอุ่มด้วยพันธกิจเสาหลักทางการคลังและเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศนั้น นอกจากภารกิจข้อเสนอแนะและกำหนดนโยบายการคลังและระบบการเงินแล้ว "กระทรวงการคลัง"

ยังบริหารรายรับ-รายจ่ายและหนี้สาธารณะ เพื่อสานต่อนโยบายภายใต้การบริหารงบประมาณแผ่นดินของทุกรัฐบาล 
    "อารีพงศ์  ภู่ชอุ่ม" ปลัดกระทรวงการคลังผู้บริหารที่สานต่อยุทธศาสตร์การรักษาความยั่งยืนทั้งด้านการคลังและทางเศรษฐกิจให้ควบคู่ไปกับความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวทางการบริหารการคลังและทิศทางเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีดังต่อไปนี้
++ครึ่งปีเอกชน-บริโภคเพิ่ม
    ที่ผ่านมา 6 เดือนแรกพบว่าการจัดเก็บรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) สะท้อนยอดขายและการใช้จ่ายของคนภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นเป็นความพอใจระดับหนึ่งอย่างน้อยเป็นไปในทิศทางบวกที่ดีขึ้น  ทั้งจากการซ่อมแซมฟื้นฟูหลังน้ำท่วม และนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร หรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 15,000 บาท พักหนี้เสียและหนี้ดี สอดรับกับสถานการณ์ที่ทุกประเทศมุ่งเน้นกำลังซื้อจากภายในประเทศในขณะที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจโลก  ถ้ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกายังอ่อนแอก็ต้องพึ่งตัวเองเพิ่มขึ้น ส่วนผลต่อนโยบายปรับเพิ่มค่าแรง 300บาทนั้นเดือนเมษายนยังมีการจ้างงานเพิ่ม 80,000อัตราเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป 
    ด้านภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งเม็ดเงินจากด้านประกันภัยความเสียหาย 4 แสนล้านบาทที่ส่งค่าสินไหมกลับมาแล้วกว่า 200,000ล้านบาทเพื่อปรับปรุงความเสียหาย ที่เหลืออีก 200,000ล้านบาท ได้สั่งการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ติดตามรายใหญ่และตัวเลขขอสินไหมประเมินสูงไว้เกินหรือไม่ ซึ่งตามกรอบการจ่ายสินไหมต้องได้ 75%ในเดือนกรกฎาคมนี้ ขณะที่ค่าสินไหมส่วนบุคคล/รถยนต์จ่ายครบแล้ว 99%   ส่วนการอัดฉีดงบประมาณสู่ระบบนั้น ในส่วนรัฐวิสาหกิจลงทุนมั่นใจสิ้นปีทำได้ตามเป้าที่ 300,000ล้านบาท
++เร่งรัดเบิกจ่ายตัดงบค้างท่อ
    การใช้งบประมาณในส่วนของภาครัฐปกติ ไม่ค่อยมีปัญหาสามารถเบิกจ่ายได้เกิน 93% ที่เหลืออีก  7% จะใช้เป็นงบผูกพันในปีต่อๆ ไปซึ่งอาจจะใช้หมดในอีก 2 ปี   แต่ปีนี้รัฐบาลนำมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูจากภัยน้ำท่วมทั้งจำนวน 7% วงเงิน  120,000 ล้านบาท จึงเป็นการเร่งใช้เงินที่ค้างท่อจากปี 2554 มาใช้ภายในงบประมาณปี2555 ซึ่ง นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้ง PMOC ติดตามการเบิกจ่ายน้ำท่วมในแต่ละจังหวัดโดยมีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะและกรมบัญชีกลางติดตามร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีและจำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ เพิ่มการซื้อจากการลงทุนภาครัฐด้วย
++ครึ่งปีหลัง "กำลังซื้อยังสดใส"
    กรณีมีการตั้งข้อสังเกต ว่าการบริโภคภายในอาจไม่เป็นไปตามเป้า เพราะสินค้าเกษตรหลักถดถอยนั้น ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า ขณะนี้ยังจับตากันอยู่ แต่ยังเชื่อว่ากำลังซื้อของคนไม่เปลี่ยนแปลง เพราะนโยบายการคลังเรื่องจำนำข้าวจะเข้ามารองรับโดยกระทรวงพาณิชย์จะบริหารจัดการไม่ให้รายได้ตก แม้ข้าวนาปีจะถูกน้ำท่วมแต่หันมาปลูกข้าวนาปรังแทนมากกว่าปกติ ฉะนั้นถือว่ายังมีฐานของทรัพย์สินที่จะจำนำพร้อมกันนี้ต้องมีการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพ  หากการลงทุนบริหารจัดการน้ำได้ผลและเร็วจะเป็นการแก้ปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกข้าวได้ทั้งปีและแก้ปัญหาการเพิ่มปริมาณผลผลิตได้ระดับหนึ่ง  หรือในระดับที่ดีมากหากกระทรวงเกษตรฯ สามารถระบุพืชประเภทไหนจะปลูกในพื้นที่ใดบ้างจะช่วยเกษตรกรในการบริหารจัดการด้วย
    ส่วนภาพการส่งออกนั้น  ยังมีความเป็นห่วงผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยูโรจะซึมยาวถึง 2-3 ปีตามคาด จึงกำลังจับตาว่าจะเป็นไปในทิศทางนี้หรือไม่  ซึ่งรัฐบาลกำลังทำเวิร์กช็อปโดยพุ่งเป้ากลุ่มที่ขาดทุนและเอสเอ็มอีเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่ไม่มีการกระจายฐานลูกค้าหรือเชื่อมตลาดทั่วโลก  ประกอบกับทุนน้อยยังมีความเสี่ยงสูง
    "ผมมองศักยภาพในการส่งออกของไทยปีนี้  ยังไปได้ เพราะกำลังการผลิตการส่งออกของบริษัทใหญ่ที่มีตลาดเชื่อมทั่วโลกเริ่มกลับมา(ไม่ใช่ไทยแลนด์) เช่น โตโยต้า อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทเหล่านี้จะมีการบริหารจัดการอยู่แล้วเพียงแต่เราต้องมีมาตรการเข้ามาสนับสนุน ที่เป็นห่วง คือบริษัทที่ไม่มีโครงสร้างแบบกระจายความเสี่ยงเช่นนี้  เช่น สิ่งทอ อัญมณี  ที่ผ่านมาได้เสนอให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.)ติดตามจับสัญญาณ หากพบว่ามีปัญหาธสน.จะกระโดดเข้าช่วยได้ทัน สำหรับยางพารานั้นราคาสะท้อนถดถอยจริง"
    อย่างไรก็ตามกระทรวงเศรษฐกิจต่างพยายามหารือผู้ส่งออกเพื่อหาทางช่วยเหลือกันอยู่  ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันจะผลักดันภาคการส่งออกให้เติบโตได้ตามเป้า 15% แม้หน่วยงานกลางประมาณการต่างกัน  เช่น คลังประมาณการรัดกุมอาจโต 8-12% ถือว่ายังเติบโตแต่ไม่เติบโตอย่างที่คาด สภาพัฒน์ 16.4% สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) 13.5% หรือภาคเอกชนคาด 5-7% และธปท.คาดที่ระดับ 7% ซึ่งหากส่งออกเติบโตได้ที่ 7% จริงยังเชื่อว่าจีดีพีของไทยจะเติบโตได้ที่ 5.5%(28มิถุนายนสศค.ปรับเป้าเป็น 5.7%)  เพราะจะมีบริการตัวอื่นมาทดแทน 
++ยันฐานะคลังรับไหว
    เรามาถึงวันนี้ได้ด้วยการบริหารจัดการที่ดี  ตอนนี้การเงินมั่นคงแต่เราใช้เงินด้วยความระมัดระวังหากมองไปข้างหน้าภาระหนี้สาธารณะหลักหักหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะเหลือแค่ระดับ 30%จากปัจจุบันอยู่ที่ 42% ส่วนแนวโน้มการจัดการรายได้ปีนี้เชื่อว่าทั้งปีจะเก็บได้ตามเป้า 1.98 ล้านล้านบาท หรือใกล้เคียง ส่วนปีหน้าตั้งไว้ที่ 2.38ล้านล้านบาทซึ่งเพิ่มจากปีนี้ 20,000ล้านบาทถือว่าอยู่บนพื้นฐานในทางปฏิบัติได้ อีกทั้งเป้าหมายในการเข้าสู่งบประมาณสมดุลก็มีความเป็นไปได้
++เดินหน้าเพิ่มคุณภาพชีวิต
    หลายโครงการกำลังเกิดขึ้นจากความพยายามของทุกรัฐบาลทยอยออกมาตรการหลายโครงการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องใช้เวลา  เห็นได้ทั้ง เบี้ยยังชีพ กองทุนการออมแห่งชาติ  การพักหนี้เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ฯลฯ เหล่านี้รัฐบาลพยายามเข้าไปดูแลในเชิงพื้นฐานซึ่งเป็นสัญญาณดีขึ้น  แม้เชิงโครงสร้างจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง   ดังนั้นเพื่อรองรับโครงสร้างสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมเดี่ยวมากขึ้น ตอนนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเพื่อศึกษาโมเดลต้นแบบ 1 จังหวัด 1หมู่บ้านเพื่อนำร่องใช้ทุกมาตรการโดยคัดเลือกจาก 10 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร เช่น แม่ฮ่องสอนหรือกาฬสินธุ์ 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,753  1- 4 กรกฎาคม  พ.ศ. 2555

 

Read : 1383 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*