ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ประกาศชุดมาตรการที่จะนำมาใช้สนับสนุนการก่อตั้งเขตส่งเสริมธุรกิจการเงิน หรือ financial zone แห่งใหม่ในเมืองเสินเจิ้น ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของจีน
โดยหนึ่งในมาตรการสิทธิประโยชน์ดึงดูดใจบริษัทที่ให้บริการในภาคการเงินได้แก่ การกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เพียง 15% และสามารถออกหุ้นกู้ในตลาดฮ่องกงได้ เป็นต้น
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเขตเฉียนไห่ (Qianhai zone) ในเมืองเสินเจิ้นถูกกำหนดเป็นเขตทดลองพิเศษด้านการเงินเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดซื้อขายเงินหยวนนอกประเทศจีน (offshore yuan market) คณะกรรมาธิการด้านการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติจีนแถลงที่ฮ่องกงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 มิ.ย.) ว่า โครงการนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะนำไปสู่การยกระดับเงินหยวนให้มีการความเป็นสากลมากขึ้นและมีการซื้อขายได้อย่างเสรีมากขึ้น นอกจากนี้การกำหนดพื้นที่ทดลองให้อยู่ในเมืองเสินเจิ้นก็เนื่องมาจากสถานที่แห่งนี้เป็นเขตพื้นที่แรกของจีนที่มีการทดลองปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างเปิดกว้างมากขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว สื่อของจีนยังรายงานด้วยว่าการประกาศแผนกำหนดเขตเฉียนไห่ของเสินเจิ้นให้เป็นพื้นที่ทดลองพิเศษด้านการเงิน มีขึ้นก่อนจะถึงวันครบรอบ 15 ปีที่ฮ่องกงถูกอังกฤษมอบคืนให้กับจีนและก่อนที่จะมีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงของนายซี.วาย.เหลียง หรือ เหลียง เจิ้น อิง ในวันอาทิตย์นี้ (1 ก.ค. 2555)
รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่และท้ายที่สุดมุ่งหวังจะพัฒนาตลาดการเงินที่มีศักยภาพเทียบเท่าตลาดการเงินในลอนดอนของอังกฤษและนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เขตเฉียนไห่ซึ่งเป็นพื้นที่เวนคืนทางทิศตะวันตกของเมืองเสินเจิ้น ตั้งอยู่ใกล้กับเกาะฮ่องกงโดยสามารถเดินทางโดยรถยนต์ถึงกันในระยะเวลาเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง การพัฒนาเขตดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการเงินและการซื้อขายเงินหยวนนอกประเทศจีน มีกำหนดระยะเวลาภายในปี 8 ปีนับจากนี้
ส่วนการลงทุนพัฒนาเขตทดลองดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการเงินในระดับ "มินิ ฮ่องกง" นั้น จีนจะใช้เงินลงทุน 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.395 ล้านล้านบาท โครงการดังกล่าวจะให้ประโยชน์กับบริษัทในฮ่องกงที่ให้บริการด้านการเงิน โทรคมนาคม และธุรกิจบริการด้านอื่นๆ (เช่นโรงเรียนและโรงพยาบาล) ด้วย โดยจีนจะอนุญาตให้บริษัทเหล่านี้สามารถมาดำเนินการลงทุน 100% ในเขตเฉียนไห่ นายจาง เสี่ยวเฉียง รองประธานคณะกรรมาธิการด้านการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติจีน ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายแห่งชาติ เปิดเผยว่า เฉียนไห่จะเป็นเขตทดลองและบุกเบิกการจัดตั้งอุตสาหกรรมภาคบริการที่ทันสมัยแห่งแรกของจีน "นโยบายของจีนคือการค่อยๆเปิดเสรีบัญชีทุนและทำให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินที่แลกเปลี่ยนได้โดยเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป"
นับตั้งแต่ที่จีนประกาศปรับค่าเงินหยวนครั้งใหญ่ในปี 2548 ก็ได้มีการผ่อนคลายและยืดหยุ่นการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันจากประเทศคู่ค้าของจีน โดยเฉพาะประเทศในโลกตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกาที่กล่าวหาว่าจีนกดค่าเงินหยวนให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหวังเอาเปรียบประเทศคู่ค้าในด้านราคา แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะจีนเองต้องการยกระดับให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินที่มีบทบาทในระดับโลกเช่นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
แผนการของจีนครั้งนี้หวังให้เสินเจิ้นซึ่งเป็นศูนย์กลางและเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนสู่ยุคใหม่ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว กลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งใหม่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปอุตสาหกรรมภาคการเงินของจีนด้วย ซึ่งได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวต่อไปในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากอุตสาหกรรมภาคการผลิตของจีนกำลังชะลอการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยสถิติจากการสำรวจของธนาคารเอชเอสบีซีในเดือนมิถุนายนชี้ว่า ภาคการผลิตของจีนหดตัวเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันแล้ว และหากตัวเลขเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ของจีนที่นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ประกาศไว้ที่ 7.5% เป็นจริงขึ้นมา นั่นก็จะเป็นอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดของจีนนับจากปี 2533 เป็นต้นมา
นักวิเคราะห์กล่าวว่า เป้าหมายของจีนที่ต้องการยกระดับเซี่ยงไฮ้ให้เป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกเฉกเช่นนิวยอร์กและลอนดอนภายในปีค.ศ. 2020 หรือ พ.ศ. 2563 เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ที่ว่าหากต้องการบรรลุเป้าหมายนั้น เงินหยวนจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนได้อย่างเต็มรูปแบบและสามารถซื้อขายข้ามพรมแดนประเทศได้อย่างเสรี ซึ่งดูแล้วกว่าจะไปถึงจุดดังกล่าวน่าจะเป็นหนทางอีกยาวไกล นายดาริอัส โควอลซิก นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเครดิต อะกริโกล ซีไอบี ให้ความเห็นว่า จีนยังไม่พร้อมในระดับนั้น เพราะก่อนที่สกุลเงินจะแลกเปลี่ยนได้อย่างเต็มรูปแบบจำเป็นที่รัฐบาลจีนจะต้องมีนโยบายเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศและนโยบายดอกเบี้ยที่เปิดเสรีมากกว่าที่เป็นอยู่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,753 1- 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




