30 มิ.ย. 55 เวลา 09.00 น. ณ ห้องเวิลด์ บอลรูม โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล เวิลด์ กรุงเทพมหานคร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการส่งออกของประเทศ จัดโดย กระทรวงพาณิชย์ ผู้ร่วมงานประกอบด้วย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย ตลอดจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าภายในต่างประเทศ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ว่า จากการที่นายกรัฐมนตรีมองเห็นถึงความสำคัญของการส่งออก ซึ่งมีรายได้เข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และได้ติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด จึงทำให้มองเห็นผลกระทบจากวิกฤตของยูโรโซน จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจดำเนินงานเฝ้าติดตามสถานการณ์ ข้อมูลข่าวสาร และการเตรียมการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงเหตุการณ์อุทกภัยในปีที่ผ่านมามีผลกระทบอย่างมากในการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสินค้าการส่งออกพื้นที่บริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งทำให้มีการส่งออกลดลงอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลต่อเนื่องทั่วโลก ซึ่งผลที่จะได้รับจากการประชุมฯในวันนี้ จะได้นำไปสู่การปฏิบัติต่อไป
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดการประชุมฯว่า อุตสาหกรรมการส่งออกเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศมีความเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก เพราะการส่งออกสามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาประเทศไทยถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจส่งออกมีศักยภาพ การเจริญเติบโตสูงมาก แต่เมื่อปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์อุทกภัย มีผลทำให้ธุรกิจส่งออกหยุดชะงัก และเมื่อมีช่องทางที่กำลังจะดีขึ้น ก็มีปัญหาในเรื่องตลาดต่างประเทศ เช่นตลาดในสหรัฐอเมริกาซึ่งการเติบโตยังไม่แข็งแรงเต็มที่ และปัจจุบันประเทศกำลังประสบปัญหาในส่วนของตลาดยุโรปหรือกลุ่มยูโรโซน
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก จึงได้มีการตั้งคณะทำงานติดตาม ทั้งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ ), กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทุกสัปดาห์รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ฯ) ได้มีการประชุมหารือร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ เพื่อติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ และวันนี้ถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่รัฐบาลมีความยินดีที่จะมีการแลกเปลี่ยนผลกระทบ ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน โดยสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องการทราบผลกระทบเป็นลำดับแรกคือ ผลกระทบทางอ้อมจากวิกฤตยูโรโซน ซึ่งผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบอย่างไร ขณะเดียวกันทางรัฐบาลก็พยายามส่งเสริมภาคธุรกิจส่งออกให้มีศักยภาพมากขึ้นในอนาคต
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วนว่า ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมในธุรกิจส่งออกทั้งหมด ต้องมีการเตรียมตัวแก้ไข ต้องช่วยกันแก้ปัญหาและลดอุปสรรค เพื่อให้ภาคธุรกิจส่งออกดำเนินการไปได้ด้วยดี ส่วนด้านกลยุทธ์ในระยะยาวต้องมีการประสานงานกันเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ ในการหาตลาดที่ดีมีศักยภาพ โดยมองตลาดอาเซียน เป็นเหมือนห่วงโซ่อุปทาน จากการที่รัฐบาลสำรวจในหลาย ๆ ประเทศ พบว่าสินค้าประเทศไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ส่วนที่เป็นตลาดเดิมต้องทำให้เป็นตลาดที่มีความแข็งแรง
สำหรับเรื่องของสินค้า จะต้องทำให้สินค้าของไทยสามารถแข่งขันได้ มีความต่าง มีกลุ่มฐานที่ชัดเจน สินค้าสามารถเพิ่มมูลค่าได้ หรือการพัฒนาคุณภาพ ในส่วนของแรงงานควรมีการพัฒนาฝีมือแรงงานให้รองรับตลาด อีกทั้งต้องเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยภาครัฐให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ดอกเบี้ยต่ำ การกู้ยืม และต่อไปจะต้องทำให้อุปสรรคลดลงทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งเรื่องของการนำเข้า ภาษี กฎหมาย รวมถึงโครงสร้าง ขั้นตอนการรองรับการขนส่ง โดยรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคการส่งออก
ตอนท้ายนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาต่าง ๆ และหวังว่าการประชุมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน เมื่อได้มีการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้ว ขอให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ติดตาม เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ทางรัฐบาลได้มีการกำหนดเป้าหมายไว้ 15% และเชื่อมั่นว่า ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นแล้ว การดำเนินการทุกอย่างจะต้องประสบผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อผลักดันการส่งออกของประเทศในปี 2555 ที่ประชุมได้เห็นชอบร่วมกันให้มีการจัดตั้งคณะทำงานสำรวจอุปสรรคด้านกฎหมายและกฎระเบียบ โดยมอบให้ทางกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล 1 คณะ และผลักดันให้เกิดการแก้ไขโดยเร็ว
รวมทั้งได้มอบหมายให้ทางกระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนด้านการส่งออก โดยจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีก 5 คณะ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ รวมทั้งหมดเป็น 6 คณะ เพื่อจะให้เป้าหมายในการส่งออกในปีนี้เป็นไปตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 15




