"สุทธิพล"ถก"อียู"ไม่ควรล้วงลูกประกาศครอบงำกิจการ ระบุต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย แข่งขันโดยเสรี ชี้ต้องกระทำอย่างเป็นธรรมด้วย ย้ำ กสทช.จะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกฎหมาย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบด้านโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ในการหารือกับคณะผู้แทนของอียูเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2555 ได้ชี้แจงหลักการจัดทำ ร่างประกาศฉบับนี้อย่างตรงไปตรงมา ว่า แนวทางในการคงประกาศนี้ไว้โดยปรับปรุงแก้ไขเป็นวิธีการที่ดีที่สุดและเกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด เพราะหลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านและชั่งน้ำหนักพิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง ยังไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะไปยกเลิกประกาศนี้
ขณะเดียวกันพบว่ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงประกาศฯให้เกิดความชัดเจน โดยไม่ให้เกิดปัญหาที่จะมีผู้โต้แย้งว่าเปิดให้ กสทช.ใช้ดุลพินิจกว้างเกินไป และเพื่อมิให้เกิดปัญหาขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทย กสทช.จึงดำเนินการในแนวทางดังกล่าว โดยในกระบวนการแก้ไขก็ได้ใช้นักกฎหมายหลายท่านที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และได้รับฟังความคิดเห็นทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร
"ร่างประกาศนี้ไม่ได้ไปสกัดกั้นการลงทุนอย่างเสรี ไม่ได้ขัดต่อพันธกรณีที่ไทยไปทำไว้กับองค์การการค้าโลก ไม่ใช่มาตรการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจเข้ามาแข่งขันประมูลคลื่นความถี่ 3G แต่เป็นการป้องปรามมิให้มีการฉวยโอกาสเข้ามาประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ไม่เป็นธรรม เอาเปรียบผู้ที่เขาปฏิบัติตามกฎหมาย ฉะนั้น หากบริษัทต่างชาติหรือบริษัทไทยปฏิบัติตามกฎกติกา โดยไม่ใช้ช่องทางในการเอาเปรียบเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตแล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจะได้รับผลกระทบในทางลบจากการใช้ประกาศนี้"
ดร.สุทธิผล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 47 กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน แม้จะต้องคำนึงถึงการแข่งขันโดยเสรีก็ตาม แต่การแข่งขันต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม โดยยึดหลักผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ การจัดทำร่างประกาศครอบงำกิจการ เป็นการออกหลักเกณฑ์ตามกรอบอำนาจของกฎหมายที่มีอยู่เพื่อกำกับดูแลการประกอบกิจการธุรกิจโทรคมนาคมของคนไทย เพื่อมิให้คนต่างด้าวเข้ามาใช้อำนาจเกินสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% อันเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย และผลประโยชน์ของชาติ โดยที่ไม่ได้ไปสกัดกั้นคนต่างชาติไม่ให้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย
" เข้ามาได้ แต่คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติไทย การไปใช้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกินกรอบที่กฎหมายไทยอนุญาต และที่สำคัญต้องยึดหลักบรรษัทภิบาล และไม่ดำเนินการใช้สิทธิในลักษณะเป็นการเลี่ยงกฎหมาย อันทำให้การแข่งขันเกิดความไม่เป็นธรรม"
อย่างไรก็ตามมีการหยิบยกประเด็นในเรื่องของการกำหนด"นิยามของคนต่างด้าว" ว่ามีความเข้มงวดเกินกว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นั้นเกิดจากการที่ผู้วิจารณ์เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน เนื่องจากตามร่างประกาศนี้ การเป็นคนต่างด้าวหรือไม่นั้น บอร์ด กสทช. หรือ บอร์ด กทค.มิได้เป็นผู้ใช้ดุลพินิจว่าผู้ประกอบการรายใด หรือบริษัทใดเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ เพราะเป็นการใช้นิยามของคนต่างด้าวตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ทั้งร่างประกาศนี้ก็มิได้ไปห้ามคนต่างด้าวมาประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการวางกรอบให้บริษัทผู้รับใบอนุญาต หรือผู้ขอใบอนุญาต (ซึ่งเป็นนิติบุคคลไทย) ไปกำหนดข้อห้ามด้วยตัวเอง เพื่อให้เป็นบรรษัทภิบาล โดย ร่าง ประกาศฉบับนี้ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ตามที่ปรากฏในตอนท้ายของประกาศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,752 1 - 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




