เมื่อพูดถึงการนับถอยหลังสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกันในปี 2558 ทางเวียดนามเขาก็มีความเตรียมพร้อม เท่าที่ทราบมา เขามีการเตรียมการโดยเฉพาะในเรื่องของการลดภาษีลงมาเหลือ 0% ในปี 2558 เหมือนกับประเทศอื่นๆในอาเซียน นอกจากนี้ยังมีการสัมมนา การให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจและประชาชนเหมือนๆกับที่เราทำอยู่ เป็นการเตรียมความพร้อมในลักษณะ "รู้เขา รู้เรา" ซึ่งจะช่วยในเรื่องการรับมือและแข่งขัน เป็นการรู้เขา รู้เรา ซึ่งรวมถึงในแง่ภาษา วัฒนธรรม รวมทั้งการเรียนรู้รสนิยมหรือสิ่งที่ผู้บริโภคของเขาชื่นชอบในสินค้าประเภทต่างๆ ผมว่าไทยเองก็ต้องเตรียมรับมือแบบรู้เขา รู้เราเช่นกัน หากเราต้องการนำสินค้าไปขายเวียดนาม โดยเฉพาะพวกผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ที่ใช้ต้นทุนการผลิตน้อย โอกาสก็ยังมีอยู่มากโดยการนำสินค้าผ่านชายแดนทางภาคอีสาน สามารถขนส่งโดยใช้ถนนเส้น R9 ซึ่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเชื่อมจากไทยที่มุกดาหาร ผ่านไปลาว ไปเวียดนามโดยใช้เวลาไม่มากนัก เป็นเส้นทางที่เราใช้ค้าขายกันได้ ผู้ค้าของเราเองต้องตื่นตัว ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดก็ต้องตื่นตัวด้วย จะทำให้การค้าขายเพิ่มพูนขึ้นได้ในอนาคตข้างหน้า
+ การแข่งขันและความท้าทาย
ในแง่อุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากเวียดนามเองก็เป็นแหล่งผลิตอาหารเหมือนกับไทยเรา ซึ่งเขาเองก็อุดมสมบูรณ์ โอกาสของผู้ส่งออกของไทยจึงเป็นพวกอาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป ส่วนข้าวนั้น ข้าวเวียดนามระดับคุณภาพยังต่างจากของไทย ซึ่งไทยเรามีข้าวหอมมะลิที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันนานาชาติว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ขณะที่เวียดนามมีคุณภาพด้อยกว่า ข้าวไทยเราจึงมีราคาสูงกว่า เป็นคนละตลาดกัน
การเข้าไปลงทุนและค้าขายในตลาดเวียดนามเวลานี้ถือว่ายังไม่สายเกินไป แม้ว่าการเข้าไปปักหลักได้ก่อนจะมีความได้เปรียบและมีโอกาสเติบโตได้มากกว่า อย่างไรก็ตามที่บอกว่าไม่สาย เพราะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โอกาสจึงมีอยู่ตลอด ขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทนั้นๆ ที่จะเจาะเข้าไป ปัจจุบันไทยเองก็ได้เปรียบดุลการค้าเวียดนามอยู่แล้ว ถามว่าความท้าทายมีเรื่องอะไรบ้าง ผมมองว่าที่ท้าทายที่สุดเป็นเรื่องของการกระจายสินค้า เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่มีพื้นที่ยาวมาก การขนส่งจึงลำบากมาก ไม่ว่าจะขนจากเหนือลงใต้หรือจากใต้ขึ้นไปทางเหนือ ถ้าจะให้สะดวกต้องมีการตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่ตอนกลางของประเทศ ส่วนเรื่องการหาอาคารสำนักงานให้เช่าในเวียดนามไม่มีปัญหาเพราะเขามีการก่อสร้างอาคารใหม่ๆขึ้นอย่างต่อเนื่อง
+ไทยเบฟในเวียดนามและอาเซียน
ณ ปัจจุบันนี้ เวียดนามเองมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมการผลิตหลายประเภท เช่นอุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ อย่างเบียร์ เขาแข็งแกร่งมากทั้งด้านคุณภาพและกำลังการผลิต อุตสาหกรรมผลิตเบียร์เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของเขา ปัจจุบันเขาสามารถผลิตเบียร์ส่งออกไปขายในหลายๆประเทศ เบียร์อันดับหนึ่งของเขาคือ ไซ่ง่อนเบียร์ (Saigon Beer) ซึ่งเดิมเป็นของรัฐบาล เดี๋ยวนี้ให้เอกชนเข้ามาร่วมถือหุ้นแล้ว ส่วนเหล้าเขาก็ผลิตได้ปานกลาง เขามีโอกาสส่งสินค้าของเขามาขายบ้านเรา และเรามีโอกาสไปขายบ้านเขาในระดับที่สูสีพอๆกัน สำหรับไทยเบฟนั้น เข้าไปทำตลาดในเวียดนามอยู่แล้ว (แบรนด์ช้าง) ซึ่งเขาก็บอกว่ารสชาติดี
ส่วนโครงการลงทุนใหม่ๆ เราก็ดูๆไว้ ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะในเวียดนาม แต่ครอบคลุมทั้งอาเซียนเพื่อรับการก่อเกิดของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า เราก็ดูตามความเหมาะสมว่าจะเข้าไปลงทุนเองหรือร่วมลงทุน (joint venture) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะ สำหรับเวียดนาม ปัจจุบันนอกจากโรงแรมที่มีอยู่ในฮานอย 1 แห่ง ขณะนี้เราก็มีโรงงานในเครือที่ผลิตขวดแก้ว กระป๋อง ส่วนการลงทุนผลิตเครื่องดื่ม (ทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์) เรากำลังมองๆอยู่ ว่าเรามีโอกาสแค่ไหน เพราะจริงๆแล้วเราต้องศึกษาโอกาสในอาเซียนทุกๆประเทศเพื่อมาเปรียบเทียบกัน และดูว่าจะเข้าไปลงทุนได้เมื่อไหร่ ถามว่าจะเริ่มเดินหน้าลงทุนในเวียดนามได้เมื่อไหร่ คงยังบอกไม่ได้เพราะเราต้องเขียนแผนธุรกิจซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่ ปัจจุบันในเอเชีย เรามีโรงงานที่ประเทศจีนที่มณฑลยูนนานผลิตเหล้า ส่วนพม่าถือเป็นตลาดใหม่ เป็นตลาดเพื่อนบ้านที่ไทยเบฟสนใจเข้าไปเช่นกัน เรามีแผนการที่จะเข้าไปตั้งบริษัทร่วมทุนที่พม่า ซึ่งการร่วมลงทุนที่ว่าก็คงเป็นในสิ่งที่เราถนัดคือในเรื่องของเครื่องดื่ม ทั้งที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,752 28-30 มิถุนายน พ.ศ. 2555




