หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจโลก รู้เขา-รู้เราอกาสแบรนด์ไทยยังเปิดกว้าง

รู้เขา-รู้เราอกาสแบรนด์ไทยยังเปิดกว้าง

พิมพ์
User Rating: / 4
แย่ดีที่สุด 

altเวียดนาม หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว พร้อมๆไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความรุดหน้าในหลายประเภทสินค้า แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาจะเริ่มมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจแต่การขยายตัวในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีนี้ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ (4.0% และ 4.5%) สวัสดิ์ โสภะ เลขาธิการสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และกรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการผลิตสุราและเทคนิค บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงลู่ทางการค้าและการลงทุนในเวียดนามที่ยังเปิดกว้าง แม้จะมีอุปสรรคและความท้าทายบางประการรออยู่    
สวัสดิ์ โสภะสวัสดิ์ โสภะ + สินค้าคุณภาพของไทยเป็นที่นิยม
 เมื่อพูดถึงการนับถอยหลังสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกันในปี 2558 ทางเวียดนามเขาก็มีความเตรียมพร้อม เท่าที่ทราบมา เขามีการเตรียมการโดยเฉพาะในเรื่องของการลดภาษีลงมาเหลือ 0% ในปี 2558 เหมือนกับประเทศอื่นๆในอาเซียน นอกจากนี้ยังมีการสัมมนา การให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจและประชาชนเหมือนๆกับที่เราทำอยู่ เป็นการเตรียมความพร้อมในลักษณะ "รู้เขา รู้เรา" ซึ่งจะช่วยในเรื่องการรับมือและแข่งขัน เป็นการรู้เขา รู้เรา ซึ่งรวมถึงในแง่ภาษา วัฒนธรรม รวมทั้งการเรียนรู้รสนิยมหรือสิ่งที่ผู้บริโภคของเขาชื่นชอบในสินค้าประเภทต่างๆ ผมว่าไทยเองก็ต้องเตรียมรับมือแบบรู้เขา รู้เราเช่นกัน หากเราต้องการนำสินค้าไปขายเวียดนาม โดยเฉพาะพวกผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ที่ใช้ต้นทุนการผลิตน้อย โอกาสก็ยังมีอยู่มากโดยการนำสินค้าผ่านชายแดนทางภาคอีสาน สามารถขนส่งโดยใช้ถนนเส้น R9 ซึ่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเชื่อมจากไทยที่มุกดาหาร ผ่านไปลาว ไปเวียดนามโดยใช้เวลาไม่มากนัก เป็นเส้นทางที่เราใช้ค้าขายกันได้ ผู้ค้าของเราเองต้องตื่นตัว ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดก็ต้องตื่นตัวด้วย จะทำให้การค้าขายเพิ่มพูนขึ้นได้ในอนาคตข้างหน้า 
alt ในเรื่องของการค้าขายนั้น ไทยเราค่อนข้างได้เปรียบเพราะแบรนด์เนมสินค้าไทยเป็นที่ชื่นชอบของคนเวียดนามอยู่แล้ว เวลาเขามาเมืองไทยก็จะมาซื้อสินค้าจากไทยกลับไปกันเยอะ เอาใส่กระเป๋าใบใหญ่ๆกันไป เพราะสินค้าบ้านเรามีคุณภาพ ดังนั้นโอกาสสินค้าไทยที่จะเข้าไปสู่ตลาดเวียดนามหลังภาษีเหลือ 0% ในปี 2558 นั้นผมว่าจะมีมากขึ้น ส่วนการลงทุน ไทยเราเข้าไปลงทุนในเวียดนามนานหลายปีแล้วและมีความต่อเนื่อง อีกทั้งโอกาสและศักยภาพของเวียดนามที่จะเอื้อต่อนักลงทุนต่างชาตินั้นก็ยังมีอยู่อีกมากเพราะเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งกำลังพัฒนา หรือ new emerging economies  มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศในยุโรปและอเมริกาที่เศรษฐกิจกำลังแย่  สำหรับอุตสาหกรรมที่น่าเข้าไปลงทุนในเวียดนามนั้น มีความหลากหลายซึ่งบริษัทไทยก็ได้เข้าไปลงทุนอยู่แล้วหลายราย เช่น อุตสาหกรรมผลิตบรรจุภัณฑ์ กล่องกระดาษ พลาสติก ขวดแก้ว กระป๋อง พวกภาชนะ นอกจากนี้ ที่ผมมองว่าน่าจะไปได้ดีคืออุตสาหกรรมด้านไอที-คอมพิวเตอร์ เพราะมันจะเข้ามารองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ เราจะเห็นได้ว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลายมีความจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีทางด้านนี้เยอะแทนระบบ manual ที่จะหมดไป แล้วมีระบบ digital เข้ามาแทน                         
 + การแข่งขันและความท้าทาย 
 ในแง่อุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากเวียดนามเองก็เป็นแหล่งผลิตอาหารเหมือนกับไทยเรา ซึ่งเขาเองก็อุดมสมบูรณ์ โอกาสของผู้ส่งออกของไทยจึงเป็นพวกอาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป ส่วนข้าวนั้น ข้าวเวียดนามระดับคุณภาพยังต่างจากของไทย ซึ่งไทยเรามีข้าวหอมมะลิที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันนานาชาติว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ขณะที่เวียดนามมีคุณภาพด้อยกว่า ข้าวไทยเราจึงมีราคาสูงกว่า เป็นคนละตลาดกัน
alt สินค้าที่เวียดนามเขามีความแข็งแกร่งก็คล้ายๆสินค้าโอท็อปของเรา เป็นสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ง่าย แต่เขามีค่าจ้างแรงงานถูกกว่าเรา ต่างกันตรงที่ว่าเวลานี้สินค้าของไทยเราจัดเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ผมจึงมองว่าโอกาสสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเรายังมีอยู่มาก แต่แน่นอนว่า ด้วยค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่า สินค้าที่เขาใช้แรงงานมากเช่น สิ่งทอ ก็จะผลิตได้ถูกกว่าบ้านเรา เขาก็จะได้เปรียบเราถ้าลูกค้าไม่เน้นเรื่องคุณภาพมากนัก ถ้าหากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของไทยอยากเข้าไปขายในเวียดนามก็ต้องเอาแบรนด์เนมเข้าไป  
 การเข้าไปลงทุนและค้าขายในตลาดเวียดนามเวลานี้ถือว่ายังไม่สายเกินไป แม้ว่าการเข้าไปปักหลักได้ก่อนจะมีความได้เปรียบและมีโอกาสเติบโตได้มากกว่า อย่างไรก็ตามที่บอกว่าไม่สาย เพราะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โอกาสจึงมีอยู่ตลอด ขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทนั้นๆ ที่จะเจาะเข้าไป ปัจจุบันไทยเองก็ได้เปรียบดุลการค้าเวียดนามอยู่แล้ว  ถามว่าความท้าทายมีเรื่องอะไรบ้าง ผมมองว่าที่ท้าทายที่สุดเป็นเรื่องของการกระจายสินค้า เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่มีพื้นที่ยาวมาก การขนส่งจึงลำบากมาก ไม่ว่าจะขนจากเหนือลงใต้หรือจากใต้ขึ้นไปทางเหนือ ถ้าจะให้สะดวกต้องมีการตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่ตอนกลางของประเทศ ส่วนเรื่องการหาอาคารสำนักงานให้เช่าในเวียดนามไม่มีปัญหาเพราะเขามีการก่อสร้างอาคารใหม่ๆขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 +ไทยเบฟในเวียดนามและอาเซียน
 ณ ปัจจุบันนี้ เวียดนามเองมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมการผลิตหลายประเภท เช่นอุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ อย่างเบียร์ เขาแข็งแกร่งมากทั้งด้านคุณภาพและกำลังการผลิต อุตสาหกรรมผลิตเบียร์เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของเขา ปัจจุบันเขาสามารถผลิตเบียร์ส่งออกไปขายในหลายๆประเทศ เบียร์อันดับหนึ่งของเขาคือ ไซ่ง่อนเบียร์ (Saigon Beer) ซึ่งเดิมเป็นของรัฐบาล เดี๋ยวนี้ให้เอกชนเข้ามาร่วมถือหุ้นแล้ว ส่วนเหล้าเขาก็ผลิตได้ปานกลาง เขามีโอกาสส่งสินค้าของเขามาขายบ้านเรา และเรามีโอกาสไปขายบ้านเขาในระดับที่สูสีพอๆกัน สำหรับไทยเบฟนั้น เข้าไปทำตลาดในเวียดนามอยู่แล้ว (แบรนด์ช้าง) ซึ่งเขาก็บอกว่ารสชาติดี
 ส่วนโครงการลงทุนใหม่ๆ เราก็ดูๆไว้ ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะในเวียดนาม แต่ครอบคลุมทั้งอาเซียนเพื่อรับการก่อเกิดของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า เราก็ดูตามความเหมาะสมว่าจะเข้าไปลงทุนเองหรือร่วมลงทุน (joint venture) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะ สำหรับเวียดนาม ปัจจุบันนอกจากโรงแรมที่มีอยู่ในฮานอย 1 แห่ง ขณะนี้เราก็มีโรงงานในเครือที่ผลิตขวดแก้ว กระป๋อง ส่วนการลงทุนผลิตเครื่องดื่ม (ทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์) เรากำลังมองๆอยู่ ว่าเรามีโอกาสแค่ไหน เพราะจริงๆแล้วเราต้องศึกษาโอกาสในอาเซียนทุกๆประเทศเพื่อมาเปรียบเทียบกัน และดูว่าจะเข้าไปลงทุนได้เมื่อไหร่ ถามว่าจะเริ่มเดินหน้าลงทุนในเวียดนามได้เมื่อไหร่ คงยังบอกไม่ได้เพราะเราต้องเขียนแผนธุรกิจซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่  ปัจจุบันในเอเชีย เรามีโรงงานที่ประเทศจีนที่มณฑลยูนนานผลิตเหล้า ส่วนพม่าถือเป็นตลาดใหม่ เป็นตลาดเพื่อนบ้านที่ไทยเบฟสนใจเข้าไปเช่นกัน เรามีแผนการที่จะเข้าไปตั้งบริษัทร่วมทุนที่พม่า ซึ่งการร่วมลงทุนที่ว่าก็คงเป็นในสิ่งที่เราถนัดคือในเรื่องของเครื่องดื่ม ทั้งที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,752  28-30  มิถุนายน พ.ศ. 2555

 

Read : 5704 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*