นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากกรณีที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรภาคตะวันออก ที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 17-19 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งใช้วงเงินลงทุน 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถในการขนส่งเป็น 18.8 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี จากปัจจุบันสามารถขนส่งได้ 5.6 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี พร้อมขยายเส้นทางคมนาคม ถนน-รถไฟทางคู่ มูลค่า 1.2 แสนล้านบาทให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีนั้น โครงการดังกล่าวเข้าข่ายโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรคสอง รวมถึงผิดต่อพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 และพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม 2535
เนื่องจากโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 มีแผนที่จะต้องถมทะเลและใช้พื้นที่ถึง 1,600 ไร่ และต้องขุดร่องน้ำในทะเลทำแอ่งจอดเรืออีกถึง 18 เมตร โดยมีท่าเทียบเรือยาว 4,500 เมตร เพื่อจัดทำท่าเทียบเรือย่อย 29 ท่า ประกอบด้วยท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ 3 ท่า ท่าเทียบเรือขนส่งรถยนต์ 4 ท่า ท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า 3 ท่า ท่าเทียบเรือขนส่งตู้สินค้า 18 ท่า และ อู่ต่อและซ่อมเรือ 1 ท่า
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 1 ที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2534 และขยายเฟส 2 ในปี 2547 ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงชายฝั่งในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ขณะเดียวกันการสร้างท่าเรือและการถมทะเลยังเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลเวียนของกระแสน้ำทะเลส่งผลให้เกิดปัญหาการกัดเซาะตลิ่งและชายหาด สร้างความเสียหายให้กับภาคการท่องเที่ยว โดยไม่มีหน่วยงานใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ อีกทั้งการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบังตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังมีความผิดพลาด เช่น เกิดการรั่วไหลและระเบิดของสารเคมีในตู้คอนเทนเนอร์ต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนบ่อยครั้ง
"โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการขนาดใหญ่และส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายให้ถูกต้อง แต่ภาครัฐไม่ได้มีการถามความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเลย กลับมุ่งสนองตอบความต้องการของกลุ่มนายทุนเพียงอย่างเดียว และถึงแม้หลังจากนี้จะมีการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ก่อนที่จะเริ่มดำเนินโครงการ แต่เมื่อ มติ ครม. ออกมาชัดแล้วว่าให้สร้าง ผลการศึกษาอีเอชไอเอก็ย่อมต้องออกมาผ่านอยู่แล้ว การเห็นชอบให้ดำเนินโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จึงเป็นการใช้อำนาจการปกครองที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับภาคประชาชน"
นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากท่าเรือแหลมฉบังในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยเข้ามาเยียวยาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน หากนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ยังคงเดินหน้าโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โดยไม่ผ่านขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้องก็จะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้ระงับหรือเพิกถอนโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่อำเภอบางละมุงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูล และคาดว่าจะยื่นฟ้องภายในเดือนกรกฎาคม 2555 นี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,752 28-30 มิถุนายน พ.ศ. 2555




