นายราเมศ กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายจตุพรพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และจะมีการฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญ และการที่นายจตุพร ประกาศเช่นนั้น ถือว่าเป็นการขมขู่คุกคามศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาอย่างชัดเจน ดังนั้นการจะฟ้อวงร้องศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเป็นเพียงวาทะที่ต้องการปลุกกระแสมวลชนคนเสื้อแดงเท่านั้น นายจตุพรอาจจะมีอาการเหวี่ยงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้นายจตุพรสิ้นสมาชิกภาพการเป็นส.ส. และคงห้ามนายจตุพร ไม่ให้เดินไปศาลรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้นขอท้าให้นายจตุพรเดินไปถามคนรอบๆศาลรัฐธรรมนูญว่าเขาคิดอย่างไร เชื่อว่าทุกคนจะต้องชี้นิ้วไปที่ศาลอาญา แล้วพูดเป็นเสียนงเดียวกันว่า นายจตุพร ต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงในศาลอาญา
นายราเมศ กล่าวต่อว่า ตนขอกล่าวหารัฐบาลว่า นโยบายพัฒนากระบวนการยุติธรรมในขณะนี้ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะไม่เคยมีจิตสำนึกที่จะปกป้องกรระบวนการยุติธรรมที่เกิดจากคนของรัฐบาลเอง ถือเป็นสิ่งที่น่าสมเพช อย่างน้อยที่สุดคนที่เป็นนายกฯต้องปราบปรามผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะการขมขู่เรืองการตัดงบประมาณ และขมขู่ที่จะทำร่ายตุลาการ เป็นเรื่องที่นานยกฯจะปิดหูปิดตาไม่ได้ ตนจึงขอแนะนำว่าเวลานี้สภาฯได้มีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี สั่งสำพนักงบประมาณว่าให้จัดงบประมารณส่วนหนึ่งเพื่อให้รัฐบาลจัดทำโครงการ อบรมดัดสันดาน คนพาลที่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม และเรียกสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนที่ขึ้นเวทีด่าตุลาการต่างๆนานา และไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม เข้ามาอบรม เชื่อว่าประชาชนจะไม่เสียดายงบประมาณตรงนี้ ถ้าบุคคลที่จบจากหลักสูตรนี้ไปจะทำให้ประเทศชาติสงบสุขขึ้น เพราะอย่างน้อยที่สุดเทื่ออบรมแล้วขอให้หัดเคารพกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและองค์กรตุลาการด้วย




