นายยอดพจน์ วงศ์รักมิตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านธุรกิจการตลาด บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ "ฐาน เศรษฐกิจ" ถึงการดำเนินงานว่า จากที่บมจ.บางจากได้มีแผนลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีนี้ เพื่อเพิ่มปริมาณการกลั่นน้ำมันให้ขึ้นไปสู่ระดับ 120,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำมันที่บมจ.บางจากต้องจำหน่ายเองเพิ่มขึ้นมาประมาณ 95,000 บาร์เรลต่อวัน และที่เหลือส่งให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (บมจ.) ในฐานะผู้ถือหุ้น และมีน้ำมันเตาส่วนหนึ่งต้องส่งออกไปต่างประเทศ
ทั้งนี้ในปัจจุบันบมจ.บางจาก มีปริมาณกลั่นน้ำมันอยู่ที่ระดับ 105,000 บาร์เรลต่อวัน จำหน่ายเองประมาณ 75,000 บาร์เรลต่อวัน และที่เหลือส่งให้บมจ.ปตท. และส่งออกน้ำมันเตาไปต่างประเทศ และในปีหน้ากำลังการกลั่นจะขยับขึ้นเป็น 110,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้บมจ.บางจากต้องเร่งขยายสถานีบริการน้ำมัน เพื่อมารองรับปริมาณการกลั่นน้ำมันที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จากปัจจุบันมีปั๊มอยู่ 1,070 แห่ง แบ่งเป็นปั๊มมาตร-ฐาน 497 แห่ง และปั๊มสหกรณ์ชุมชน 573 แห่ง
นายยอดพจน์ กล่าวย้ำว่า กลยุทธ์หนึ่งที่บมจ.บางจากจะนำมาใช้ในการขยายสถานีบริการน้ำมันนั้น จะเป็นการเข้าไปเจรจากับตัวแทนจำหน่ายน้ำมันหรือดีลเลอร์ของบริษัทน้ำมันข้ามชาติหรือเมเจอร์ออยล์ เช่น ของเอสโซ่ คาล เท็กซ์ หรือเชลล์ ที่ใกล้จะหมดสัญญาในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลเพื่อให้หันมาเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของบมจ.บางจากแทน ซึ่งในปีนี้อยู่ระหว่าง การหารือประมาณ 15 แห่ง
การที่ใช้กลยุทธ์ในลักษณะนี้ เนื่อง จากเห็นว่าเป็นการประหยัดต้นทุนในการดำเนินงาน และสามารถก่อสร้างปั๊มได้รวดเร็วกว่าการขออนุญาตก่อสร้างปั๊มน้ำมันใหม่ เนื่องจากผ่านขั้นตอนการขออนุญาตจากทางราชการแล้ว เพียงแต่นำมาปรับปรุงเป็นปั๊มในรูปแบบของบมจ. บางจากเท่านั้น ซึ่งการจะชักจูงให้ปั๊มน้ำมันรายเดิมที่จะหมดสัญญาเปลี่ยนมาเป็นตัวแทนของบมจ.บางจาก โดยจะชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาปั๊มน้ำมันบางจากประสบความสำเร็จในการค้าปลีกน้ำมันมีการปรับตัวให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับ 3 รองจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และเอสโซ่
"3 ปีจากนี้ไปตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มส่วนการตลาดเป็น 17 % หรือเพิ่มขึ้นปีละ 1% และจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากบมจ.ปตท. จากปัจจุบันมียอดจำหน่ายขายปลีกกลุ่มน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 81 ล้านลิตรต่อเดือน และดีเซล 127 ล้านลิตรต่อเดือน และในปีนี้คาดว่ายอดจำหน่ายจะเติบโตอยู่ในระดับ 9%"
ที่สำคัญจากการปรับโฉมหรือรีแบรนด์ปั๊มน้ำมันใหม่ จะทำให้ยอดขายเฉลี่ยต่อปั๊มเพิ่มขึ้นมาประมาณ 20% ซึ่งหากปั๊มใดที่หมดสัญญาสนใจก็จะมาร่วมลงทุนกัน โดยบมจ.บางจากจะเข้าร่วมทุนต่อปั๊มประมาณ 5-10 ล้านบาท
นายยอดพจน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการก่อสร้างปั๊มใหม่นั้น บมจ.บางจากมีแผนที่จะก่อสร้างปั๊มกรีนสเตชัน ที่เป็นรูปแบบของการใช้พลังงานทดแทนทั้งหมดเพิ่มอีก 5 แห่ง ในช่วง 2 ปีต่อจากนี้ไป จากที่ปีนี้ดำเนินการไปแล้ว 1 แห่ง และต้นปีหน้าอีก 2 แห่ง ซึ่งจะใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 70 ล้านบาท พร้อมทั้งก่อสร้างปั๊มมาตรฐานขนาดใหญ่อีก10 แห่งในช่วง 2 ปีนี้เช่นกัน จะใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 30-35 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากความสำเร็จของการปรับ ปรุงโฉมปั๊มน้ำมันในรูปแบบใหม่ ทำให้ยอดจำหน่ายเฉลี่ยต่อปั๊มเพิ่มขึ้นมา 20% นั้น ซึ่งจะช่วยรองรับน้ำมันจากโรงกลั่นได้ทางหนึ่ง ในปีนี้ทางบมจ.บางจาก ได้มีแผนที่จะดำเนินการอีก 88 แห่ง จากที่ได้ทำไปแล้ว 350 แห่ง เป็นปั๊มมาตรฐาน 230 แห่ง และปั๊มสหกรณ์ 120 แห่ง โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าการปรับโฉมปั๊มใหม่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จรวม 600 แห่ง เป็นปั๊มมาตรฐาน 350 แห่ง และปั๊มสหกรณ์ 250 แห่ง ซึ่งจะใช้เงินลงทุนในการปรับปรุงแห่งละประมาณ 1-4 ล้านบาท
ส่วนการที่รัฐบาลจะยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน ออกเทน 91 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2555 นั้น ซึ่ง บมจ.บางจากยังมีปั๊มที่จำหน่ายอยู่กว่า 300 แห่ง หากมีการยกเลิกจริง บมจ.บางจากจะหันไปจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 แทน โดยสิ้นปีนี้จะดำเนินการให้มีปั๊มถึง 600 แห่ง จากที่มีอยู่ 507 แห่ง แต่หากต้องเลื่อนออกไป ก็จะลงทุนเหลือเพียง 500-560 แห่งเท่านั้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




