นายอิสสระ ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการ บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน)(บมจ.)( KBS) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจำนวน 300 ล้านบาท ในบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด หรือ (KPP) ซึ่งจากเดิมที่มีทุนอยู่แล้ว 200 ล้านบาท โดย KPP ถือเป็นบริษัทย่อยที่ KBS ถือหุ้นอยู่ 99.99% เพื่อรองรับการขยายโครงการสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า จากพลังงานชีวมวล จากขนาดกำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์ เป็น 35 เมกะวัตต์ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,638 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนจะมาจาก KBS จำนวน 300 ล้านบาท และที่เหลือเป็นการกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จ พร้อมขายไฟให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ประมาณเดือนมกราคม 2557
ทั้งนี้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลดังกล่าว เป็นโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้ประโยชน์จากกากอ้อยที่เหลือจากการผลิตน้ำตาลให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะทำให้ KBS มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นประมาณ 7-10% และจะผลักดันให้กำไรสุทธิของ KBS เพิ่มมากขึ้น 25-30% โดยจะเริ่มเห็นภาพของรายได้และกำไรสุทธิขยายตัวตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตามรายได้ที่เกิดจากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล คิดเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก หากเปรียบเทียบกับฐานรายได้ของ KBS ในปัจจุบันซึ่งมาจากการขายน้ำตาลเป็นหลัก แต่ที่จะเห็นภาพชัด คือ ในส่วนของกำไรที่จะเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยคาดว่าจะผลักดันให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25-30% อย่างไรก็ตาม KBS ไม่ได้คาดหวังที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากไฟฟ้าให้มากกว่านี้ เพราะวัตถุประสงค์หลักของโครงการดังกล่าวคือต้องการใช้ประโยชน์จากกากอ้อยที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด โดยธุรกิจหลักของ KBS ก็ยังคงมาจากการขายน้ำตาล
นายอิสสระ ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มรายได้ของ KBS ในปี 2555 นี้ คาดว่าจะทำได้ใกล้เคียงปีก่อนที่ประมาณ 6,150 ล้านบาท จากปริมาณการหีบอ้อยที่ 2.5 ล้านตัน ส่วนปี 2556 ตั้งเป้าอ้อยเข้าหีบประมาณ 2.8 ล้านตัน หลังปริมาณพื้นที่ปลูกอ้อยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ขายน้ำตาลล่วงหน้าไปแล้วกว่า 53% ทำให้คาดว่ารายได้และกำไรจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 10% นอกจากนี้ บริษัท ยังได้ปรับแผนหันมาผลิตน้ำตาลทรายขาวซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าน้ำตาลทรายดิบมากขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนรายได้และกำไรของบริษัทในอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




