ทั้งนี้ ภายใต้มาตรการโอเปอเรชัน ทวิสต์ ซึ่งใช้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 เฟดได้นำพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นมูลค่ารวม4 แสนล้านดอลลาร์ มาขายเพื่อแลกซื้อพันธบัตรระยะยาวเก็บไว้ซึ่งจะช่วยให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลงมา เป็นการกระตุ้นให้มีการกู้ยืมและการใช้จ่ายภายในประเทศ เฟดแถลงว่า การขยายเวลาของมาตรการนี้ออกไปจนถึงสิ้นปี จะใช้เงินอีกราว 2.67 แสนล้านดอลลาร์
นายเบน เบอร์นานคี ประธานเฟดยังระบุด้วยว่า หากจำเป็นและไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างแข็งแรงในตลาดการจ้างงาน ก็พร้อมที่จะดำเนินมาตรการอื่นๆเพิ่มเติมซึ่งรวมถึงมาตรการซื้อพันธบัตร และย้ำว่าจะยังคงใช้นโยบายตรึงดอกเบี้ยระยะสั้นในอัตราต่ำเกือบ 0 % เช่นนี้ต่อไปจนถึงปลายปี 2557 เป็นอย่างน้อย
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าการขยายเวลามาตรการโอเปอเรชัน ทวิสต์ ออกไปอาจไม่เกิดประโยชน์ตามคาดหวังมากนัก เนื่องจากธุรกิจเอกชนและผู้บริโภคที่ไม่คิดจะกู้เงินในช่วงขณะนี้ดูไม่น่าจะตัดสินใจกู้ในอนาคตอันใกล้เพียงเพราะดอกเบี้ยปรับลดลงมาเล็กๆน้อยๆ "การตัดสินใจของเฟดครั้งนี้ดูในภาพรวมเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น" เดวิด โจนส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทที่ปรึกษา ดีเอ็มเจ แอดไวเซอร์ กล่าว เขายังประเมินว่า โอเปอเรชัน ทวิสต์ของเฟดจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลงมาเพียงราวๆ 0.10%
นับตั้งแต่ที่เฟดนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มาใช้ 2 ครั้งที่ผ่านมา มีการใช้เงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันไปแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จอห์น คาแนลลี่ นักวางยุทธศาสตร์การลงทุน บริษัท แอลพีแอล ไฟแนนเชียล ให้ความเห็นว่า การประกาศล่าสุดของเฟดเป็นสิ่งที่นักลงทุนคาดหมายและเป็นการให้สัญญาณว่าเฟดจะมีการซื้อพันธบัตรต่อไปอีก "ถ้ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นที่ไหนสักแห่งในยุโรป หรือมีตัวเลขที่ให้สัญญาณเศรษฐกิจอ่อนแอ เฟดก็จะใช้มาตรการต่างๆมากขึ้น"
ท่าทีของเฟดเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯยังไม่แข็งแรงและมีแนวโน้มอ่อนแอลงกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากมีการประกาศปรับลดตัวเลขคาดหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงจากเดิมที่คาดไว้ในเดือนเมษายนว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ น่าจะขยายตัวที่อัตราระหว่าง 2.4-2.9% ก็ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ระหว่าง 1.9-2.4 % เท่านั้น ส่วนปีหน้า (2556) เฟดปรับลดตัวเลขคาดการณ์จีดีพีจากเดิม 2.7-3.1 % มาเหลือเพียง 2.2-2.8%
ความคาดหมายเกี่ยวกับการจ้างงานก็ให้ภาพที่ไม่สดใสนัก เฟดคาดหมายว่า อัตราการว่างงานในปีนี้ (2555) จะอยู่ที่ระหว่าง 8.0-8.2% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 7.8-8.0% แต่ก็ยังมีความหวังว่า อัตราการว่างงานในปีหน้าจะลดลงมาอยู่ที่ระหว่าง 7.5-8.0% (ซึ่งก็ยังเป็นอัตราสูงกว่าเดิมที่คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ระหว่าง 7.3-7.7% เท่านั้น) นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์จริงเป็นไปตามความคาดหมายในทิศทางอ่อนแรงเช่นนี้ โอกาสของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่จะใช้เวทีการเลือกตั้งซึ่งกำลังจะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้เป็นวาระกระตุ้นเศรษฐกิจให้กระเตื้องขึ้นก็ดูจะยากลำบากยิ่งขึ้น แต่เฟดก็มีโอกาสอยู่บ้างที่จะดำเนินมาตรการด้านดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ต้องกังวลกับเงินเฟ้อมากนัก เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันและแก๊สได้ปรับตัวลดลงมา ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มเงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ที่ระหว่าง 1.2-1.7% ลดลงจากที่คาดหมายไว้เดิม 1.9-2.0% ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งไม่รวมราคาอาหารและเชื้อเพลิงสำหรับปีนี้ เฟดคาดว่าจะอยู่ที่ระหว่าง 1.7-2.0%
ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯยอมรับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามของปัจจัยลบทั้งในสหรัฐฯเอง นั่นคือการตัดลดงบประมาณการใช้จ่ายขนานใหญ่และการขึ้นภาษีหลายรายการซึ่งกำลังจะมีผลภายในสิ้นปีนี้ เว้นเสียแต่ว่าจะมีมติทัดทานไว้ก่อนจากสภาคองเกรส ส่วนปัจจัยลบจากต่างประเทศนั้น แน่นอนว่าคือวิกฤติหนี้ในยุโรป ซึ่งนายเบอร์นานคีกล่าวว่าเขาติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดกับประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกำลังรอดูผลการประชุมสุดยอดของผู้นำยุโรปที่กำลังจะมีขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




