เมื่อเร็วๆ นี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดยนายอาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหาร กรอ. ได้พาคณะสื่อมวลชนไทยไปเยี่ยมชมโครงการอีโคทาวน์ (Eco-Town) หรือ
โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสู่สังคมที่ยั่งยืน ณ จังหวัดโอซากา เขตคันไซ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาการจัดการของเสียที่ไม่เหมาะสมและมีอัตราการรีไซเคิลในระดับต่ำ จึงได้มีการเริ่มต้นโครงการ Osaka Eco-Town Plan ขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 เพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความก้าวหน้าในด้านสิ่งแวดล้อม เกิดธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยให้ธุรกิจอุตสาหกรรมของจังหวัดโอซากาอยู่ร่วมกับชุมชนได้
+โอซากาชูโมเดลสังคมรีไซเคิล
การศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ทางกรอ.ต้องการเจาะลึกถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีในการจัดการของเสียของญี่ปุ่น เพื่อนำมาสานต่อการพัฒนาและส่งเสริมโครงการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเนศ ซึ่งในอดีตโอซากา
เคยมีปัญหาขยะที่มีปริมาณมาก โดยในปี 2543 มีขยะอุตสาหกรรมสูงถึง 17.68 ล้านตัน และในปีใกล้เคียงกันมีขยะชุมชนมากถึง 4.18 ล้านตัน
ขณะที่อัตราการรีไซเคิลต่ำ หลุมฝังกลบของเมืองเต็ม และมีการจัดการของเสียอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดจำนวนมาก อีกทั้งประชาชนยังต่อต้านโรงงานกำจัดกากของเสีย เนื่องจากกังวลว่าจะมีการปนเปื้อนของสารเคมี ดังนั้นทางจังหวัดโอซากาจึงได้มีการจัดทำแผนเพื่อแก้ปัญหาขยะด้วยการบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมพร้อมส่งเสริมให้มีการรีไซเคิล ซึ่งได้เปิดให้เอกชนที่มีเทคโนโลยีด้านการรีไซเคิลเข้าร่วมแผนด้วย โดยวางกรอบว่าโรงงานรีไซเคิลควรตั้งในพื้นที่ใด และคัดเลือกโรงงานที่เข้าร่วมโครงการว่าจะต้องมีเทคโนโลยี มีการจัดการเรื่องน้ำเสีย มลพิษทางอากาศและการขนส่ง น่าเชื่อถือ รวมถึงเน้นการให้ความสำคัญกับชุมชน
ทั้งนี้ โครงการ Osaka Eco-Town Plan มีลักษณะสำคัญคือ การมีโรงงานกำจัดกากของเสียอันตรายที่ราคาต่ำรองรับเอสเอ็มอีในพื้นที่ได้ ตอบรับมาตรการป้องกันภาวะโลกร้อน และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ฝังกลบที่ไม่ใช้งานแล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยอยู่ภายใต้ความคาดหวังว่า ขยะอันตรายจากเอสเอ็มอีในโอซากาจะได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง มีอัตราการรีไซเคิลสูงขึ้น ทั้งยังหวังผลทางเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนก่อสร้างด้วย
+ญี่ปุ่นแนะทางแก้ลักลอบทิ้ง
นอกเหนือจากโครงการ Osaka Eco-Town Plan แล้ว ญี่ปุ่นยังมีจุดที่น่าสนใจคือเรื่องการจัดการปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียซึ่งเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยน่าจะถอดรหัสมาปรับใช้แก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ในประเด็นนี้ นายมาซาโตชิ ทานากะ ประธานบริษัท รีมาเทค ผู้ประกอบธุรกิจรีไซเคิลกากของเสียรายใหญ่ในญี่ปุ่น ได้ให้ข้อมูลว่า ปัญหาของเสียในญี่ปุ่นเกิดขึ้นมานานกว่า 130 ปีแล้ว
โดยปัญหาในช่วงแรกๆ มาจากน้ำชะแร่จากเหมืองทองแดง เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาขึ้นก็เกิดมลพิษจากอุตสาหกรรม รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ออกกฎหมายต่างๆ มาควบคุม อาทิ กฎหมายทำความสะอาด ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2497 กฎหมายมาตรการเร่งด่วนการสร้างศูนย์จัดการสิ่งแวดล้อมปี 2506 และการปรับแก้กฎหมายการจัดการขยะซึ่งดำเนินการปรับแก้มาเป็นระยะ
หากระบุชัดถึงสถิติการลักลอบทิ้งกากของเสีย ญี่ปุ่นเคยต้องเผชิญกับปัญหานี้หนักหน่วงในช่วงปี 2536-2544 ซึ่งมีอัตราการเพิ่มขึ้นของการลักลอบทิ้งกากของเสียค่อนข้างสูง และมีสถิติสูงสุดในปี 2542 ที่มีการกระทำความผิดในเรื่องนี้ถึง 1,179 กรณี ก่อนที่ปัญหาจะค่อยๆ ลดลงหลังปี 2544 ทั้งนี้ การทิ้งขยะผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่ต้องใช้เงินภาษีนับแสนล้านเยนในการแก้ปัญหามีหลายกรณี อาทิ การทิ้งกากของเสียมากกว่า 870,000 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2545 มีผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมลักลอบทิ้งถึง 12,000 บริษัท และบริษัทที่กระทำความผิดทั้งหมดนี้ได้ถูกประกาศชื่อในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมถึงต้องรับผิดชอบค่าเสียหายตามปริมาณที่แต่ละบริษัทร่วมลักลอบทิ้ง ซึ่งใช้เงินมากกว่าการกำจัดของเสียอย่างถูกต้องถึง 3 เท่า
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยซึ่งกำลังประสบปัญหาเดียวกับญี่ปุ่น ประธานบริษัท รีมาเทคฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า โดยหลักการแล้วการแก้ปัญหาลักลอบทิ้งกากของเสียควรเริ่มตั้งแต่ต้นทางคือ ความรับผิดชอบต้องอยู่ที่ผู้ผลิตหรือผู้ก่อกำเนิดของเสีย ซึ่งจะทำให้มีการดูแลการจัดการกากอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นจนจบ โดยในทางปฏิบัติของญี่ปุ่นเองก็ใช้วิธีนี้ คือ เมื่อกากของเสียออกจากโรงงานจะต้องระบุขั้นตอนชัดเจนตั้งแต่เข้าสู่ระบบรีไซเคิลในโรงงานที่ 1 การส่งต่อกากของเสียที่เหลือไปโรงงานที่ 2 จนถึงการจัดการกากอุตสาหกรรมขั้นสุดท้ายที่ของเสียอาจเป็นศูนย์ (Zero Waste) หรือนำไปฝังกลบ และในแต่ละขั้นตอนผู้ก่อกำเนิดกากของเสียต้องตรวจสอบผู้รับบำบัดด้วย หากเลือกใช้บริการบริษัทที่คิดค่าบริการถูกกว่าความเป็นจริงแล้วมีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นก็จะต้องรับโทษด้วย
เพราะถือว่าจ้างบริษัทรับบำบัดในราคาที่บริษัทนั้นๆ ไม่สามารถจัดการได้ ซึ่งต่างจากของไทยที่ส่วนใหญ่ระบุแค่ขั้นตอนที่กากออกจากโรงงานไปโรงงานรับบำบัดขั้นที่ 1 เท่านั้น และไม่มีการกำหนดโทษ จึงทำให้มีการทำผิดกฎหมายได้ง่าย
นอกจากการระบุขั้นตอนการบำบัดตั้งแต่ขั้นแรกถึงขั้นสุดท้ายที่ต้องแจ้งต่อทางราชการแล้ว ผู้ประกอบการควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะด้วย และหากทำผิดก็ต้องถูกประกาศชื่อต่อสื่อมวลชนรวมถึงถูกยึดใบอนุญาตประกอบกิจการและถูกกำจัดออกจากระบบธุรกิจ โดยในญี่ปุ่น หากถูกยึดใบอนุญาตแล้วจะไม่สามารถทำธุรกิจเดิมได้เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะถูกตรวจสอบเข้มงวด ไม่ใช่แค่ถูกปิดบริษัทนี้แล้วจะไปเปิดบริษัทใหม่โดยใช้ชื่ออื่น
+กรมโรงงานฟิตตั้งเมืองต้นแบบ
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ระหว่างการศึกษาดูงานได้มีการพบปะหารือเพื่อขยายความร่วมมือด้านเทคนิควิชาการในการพัฒนาอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในประเทศไทย กับนาอาโกะ มาซาฮิ อธิบดีสำนักงานเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม เขตคันไซ กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (เมติ) และนายโอริยามา มัยซูโตชิ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านเทคนิควิชาการ กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (เมติ)
โดยมีการหารือใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การขยายความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์บริการการจัดการของเสียระยะที่ 2 ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี โดยล่าสุดญี่ปุ่นได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครแล้วเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2555
ประเด็นต่อมา 2. เมติกำลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านผู้เชี่ยวชาญระยะสั้นด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มาให้คำปรึกษาแนะนำ กรอ. ในการริเริ่มดำเนินการโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่อุตสาหกรรม 5 แห่งที่กำลังดำเนินการในปีงบประมาณ 2555 คือ เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง สวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์ จังหวัดชลบุรีและจังหวัดปราจีนบุรี สวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี และเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยซูซูกิ จังหวัดปทุมธานี
ประเด็นสุดท้าย 3. ฝ่ายญี่ปุ่นรับข้อเสนอของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการขอสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาจัดทำแผนแม่บทเชิงปฏิบัติการในการนำร่องการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก และมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมสูง เช่น ในจังหวัดสมุทรปราการ หรือจังหวัดสมุทรสาคร หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น เพื่อเป็นพื้นที่แม่แบบและตัวอย่างในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอย่างมีระบบในพื้นที่จังหวัดอื่นๆในอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




